วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไอซีทีไฟเขียวใบอนุญาต e-Payment 67 ราย

ไอซีทีไฟเขียวใบอนุญาต e-Payment 67 ราย

Pic_22539

เป็นผู้ให้บริการทางการเงิน 33 ราย ขอขึ้นทะเบียน 8 ราย ระนองรักษ์ลั่น 3G พร้อมใช้ทัน 5 ธ.ค.52 เผยนายกฯ แนะทีโอทีทำทีโออาร์ภาษาอังกฤษ รองรับต่างชาติ...

ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะประธานกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Payment 8 ประเภท อยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ได้แก่ การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) บริการเครือข่ายบัตรเคดิต บริการเครือข่ายอีดีซี บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงิน บริการหักบัญชี บริการชำระดุล การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผ่านเครือข่าย และบริการชำระเงินแทน

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมดูแลธุรกิจ e-Payment และผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจฯ ตามประเภทธุรกิจท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ บัญชี ก บัญชี ข และบัญชี ค จะต้องดำเนินการแจ้งให้ทราบ ขอขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาต ส่วนผู้ให้บริการดังกล่าวก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้ (14 ม.ค. 52) และประสงค์จะให้บริการต่อไป ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมานั้น ทางคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รับแจ้งว่า มีผู้ให้บริการที่เข้าข่ายการควบคุมดูแลยื่นแบบแจ้งให้ทราบ ขอขึ้นทะเบียน และขอรับใบอนุญาต รวมทั้งสิ้น 67 ราย แบ่งเป็น ขอขึ้นทะเบียน 8 ราย และขอรับใบอนุญาต 70 ราย โดยมีผู้ให้บริการบางรายประกอบธุรกิจมากกว่า 1 ประเภท

ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อมูลและสรุปผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการธุรกรรมฯ เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตการประกอบธุรกิจแก่ผู้ให้บริการทั้ง 67 ราย ด้วยเกณฑ์ในการพิจารณา ได้แก่ ลักษณะและรูปแบบการให้บริการ คุณสมบัติของนิติบุคคลที่ยื่นขอรับใบอนุญาต รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ และเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมตามประเภทธุรกิจ โดยคณะกรรมการธุรกรรมฯ ได้พิจารณาและออกใบอนุญาตให้ทั้งสิ้น จำนวน 102 ฉบับ แบ่งเป็นผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน 33 ราย จำนวนใบอนุญาต 60 ฉบับ และผู้ให้บริการที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน 34 ราย จำนวนใบอนุญาต 42 ฉบับ

รมว.ไอซีที กล่าวด้วยว่า ได้เข้าพบและปรึกษากับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีการเปิดให้บริการเครือข่ายเทคโนโลยีระบบ 3G ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยนายกรัฐมนตรีให้คำแนะนำว่า ทีโอทีควรทำร่างการประมูล 3G (ทีโออาร์) เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเปิดกว้างให้ต่างชาติที่สนใจร่วมประมูลและลงทุน ผ่านเว็บไซต์ของทีโอที ส่วนการกู้เงินภายในประเทศ จากการทำสัญญาระหว่างประเทศ หรืออี-ออคชั่นภายในประเทศ จากเดิมที่ตั้งวงเงินไว้ 2.9 หมื่นล้านบาทนั้น คาดว่า ทีโอทีจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต้นๆ เนื่องจาก ค่าวัสดุอุปกรณ์มีราคาต่ำลง ส่วนการเปิดให้บริการนั้น เชื่อว่า ทีโอทีจะสามารถเปิดให้บริการเครือข่าย 3G ได้ทันวันที่ 5 ธันวาคม 2552 อย่างแน่นอน โดยในเบื้องต้น จะเปิดให้ทดลองใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน

http://www.thairath.co.th/content/tech/22539
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จีนเร่งพัฒนาการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์

จีนเร่งพัฒนาการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2552 09:29 น.
พนักงานที่โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ในมณฑลเจียงซู - ไชน่าเดลี่
       ไชน่า เดลี่ – จีนตั้งเป้าพัฒนาพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้มีกำลังผลิต 2 กิกะวัตต์ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้น 15 เท่าตัวจากกำลังผลิตในปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลอนุมัติเงินอุดหนุนพลังงานทางเลือก 20 หยวนต่อวัตต์
       

       แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับข้อมูลเผยว่า สำนักงานพลังงานแห่งชาติของจีน ตัดสินใจขยายกำลังผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ภายในประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมเงินไว้รับซื้อพลังงานจากแสงอาทิตย์ในราคา 1.09 หยวน/กิโลวัตต์
       
       จีนเป็นประเทศหนึ่งที่กำลังเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกมาทดแทนน้ำมัน และแผนพัฒนาพลังงานยังถูกผนวกไว้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยก่อนหน้านี้จีนได้ตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ 18 กิกะวัตต์ภายในปี 2563 ต่อมาก็เปลี่ยนเป้าหมาย ว่าจะผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้ 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2563
       
       สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์นั้น นายเสิ่น เหยียนปอ ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติ กล่าวว่า มีอยู่ 6 มณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนที่มีสภาพอากาศเหมาะสมเนื่องจากมีแดดจัด นั่นคือ เขตมองโกเลียใน เขตปกครองตนเองชนเผ่าอุยกูร์มณฑลซินเจียง นอกจากนี้ยังมี มณฑลกันซู่ มณฑลหนิงเซี่ย มณฑลชิงไห่ และมณฑลซันซี
       
       นายจาง ส้วย นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจาก Sinolink Securities กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ และยังช่วยสร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตแผงโซล่าร์ทั้งหมด
       
       เป็นที่คาดกันว่า บริษัทผลิตแผงควบคุมไฟฟ้าชั้นนำของจีนที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว คือ ซันเทค อิงลี่ กรีน เอเนอร์จี และ แอลดีเค โซลาร์
       

       อุตสาหกรรมแผงโซลาร์ของจีนเริ่มซบเซามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะถูกแบงก์ระงับการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากวิกฤตด้านการเงิน ขณะเดียวกันแผงโซล่าร์ที่มีล้นตลาดก็ทำให้ราคาลดลงอย่างมาก
       
       นอกจากนี้ ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้อนุมัติเงินอุดหนุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ที่ 20 หยวน/วัตต์ สำหรับโรงผลิตที่มีกำลังผลิต 50 กิโลวัตต์ขึ้นไป ส่วนการผลิตบนภาคพื้นดิน รัฐบาลจะอุดหนุนด้วยการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ (feed-in tariff) โดยตั้งราคารับซื้อไว้ที่ 1.09 หยวน /กิโลวัตต์
       

       “ราคาที่ตั้งไว้ 1.09 หยวน ถือว่าไม่เพียงพอสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ เพราะราคาที่ช่วยให้ผู้ผลิตมีกำไรจะอยู่ที่ 1.3 ถึง 1.5 หยวน /กิโลวัตต์” นายหลี่ จุนเฟิง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ ให้ความเห็น และยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ หากต้องการให้ผู้ผลิตภายในประเทศพัฒนาพลังงานชนิดนี้รวดเร็วขึ้น

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075664


--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

'จีน, รัสเซีย, อเมริกา' กับมหายุทธเอเชียกลาง


‘จีน, รัสเซีย, อเมริกา’ กับมหายุทธเอเชียกลาง
โดย สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ 16 มิถุนายน 2551 12:09 น.
เอเชียกลางภูมิภาคที่สามมหาอำนาจ จีน, รัสเซีย และอเมริกาเข้าไปพัวพัน
       ในการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของประธานาธิบดี ดิมิทรี เมดเวเดฟแห่งรัสเซียเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั้น ได้มุ่งมาที่จีนเป็นเป้าหมายหลัก  การเยือนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 23 พ.ค.เป็นภาพสะท้อนที่สื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์อันหวานชื่นว่า “รัสเซียให้ความสำคัญกับจีนมาก” อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเดินทางมาเยือนจีนเมดเวเดฟได้แวะเยือนคาซัคสถาน ซึ่งนักวิเคราะห์ชิ้ว่า “เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังจีนและตะวันตก ที่พยายามเข้ามามีอิทธิพลในเอเชียกลาง”1
       
       ท่วงทีของประธานาธิบดีรัสเซียชี้ชัดว่า ภูมิภาคเอเชียกลางที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนไทย (เรียกได้ว่าพอพูดชื่อแล้วยังคิดไม่ออกเลยว่าอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก) กำลังเป็นสมรภูมิเดือดที่มีมหาอำนาจเข้าไปพัวพันในเรื่องผลประโยชน์ทั้ง จีน, สหรัฐฯ และรัสเซีย นอกจากนี้แต่ละประเทศในภูมิภาคก็ยังมีปัญหาการเมืองภายใน กระทั่งมีการกล่าวว่า “ภูมิภาคนี้จะเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งแห่งใหม่ของโลกต่อจากตะวันออกกลาง”
       
       กล่าวสำหรับจีนแล้ว เอเชียกลางซึ่งประกอบด้วยประเทศอุซเบกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ทาจิกิสถาน, คีร์กีซสถาน และคาซัคสถาน เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและพลังงานที่สำคัญ เนื่องจากเอเชียกลางเป็นทางเชื่อมต่อไปยังตะวันออกกลาง, ยุโรป และเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมด้วยทรัพยากรน้ำมัน และที่สำคัญที่สุดคือ มีพรมแดนติดกับเขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง (ซินเกียง) ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลมทางด้านความมั่นคงของจีน ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2008 ก็มีข่าวใหญ่เรื่องเจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเมืองอูหลู่มู่ฉี เมืองเอกของซินเจียง
       
       ปัญหาก่อการร้ายซินเจียงกับสัมพันธ์เอเชียกลาง
       
       ซินเจียงเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ก่อนที่จะกลายมาส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีนในปัจจุบัน โดยค่อยๆถูกผนวกกลืนกลายมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ และถูกรวมเข้ามาอย่างเด็ดขาดหลังพรรคคอมมิวนิสต์เถลิงอำนาจในปี 1949 อย่างไรก็ตามสำนึกเกี่ยวกับวัฒนธรรม และความรุ่งเรืองในฐานะส่วนหนึ่งของอดีตรัฐที่ยิ่งใหญ่ นาม “เตอร์กีสถาน” ซึ่งเป็นประตูเชื่อมระหว่างเศรษฐกิจและอารยธรรมตะวันออกกับตะวันตก ทำให้ชาวอุยกูร์ส่วนหนึ่งรวมตัวเป็น องค์การปลดปล่อยเตอร์กีสถานตะวันออก (ETLO) และ ขบวนการอิสลามเตอร์กีสถานตะวันออก (ETIM) เพื่อต่อต้านรัฐบาลจีน
       
       โดยเบื้องหลังขององค์การเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลผลิตของนโยบายต่างประเทศจีนยุคสงครามเย็น ที่ช่วงหนึ่งขัดแย้งกับโซเวียต ช่วงทศวรรษ 1980 จีนจึงร่วมกับอเมริกาฝึกนักรบและสนับสนุนขบวนการอิสลาม ต่อต้านการยึดครองอัฟกานิสถาน2 ของโซเวียต โดยทางการจีนได้ส่งที่ปรึกษานับร้อยรายจากองทัพปลดแอกเข้าไปฝึกนักรบในค่ายที่ปากีสถาน และซินเจียง โดยนักรบที่ถูกฝึกมีชาวอุยกูร์จากซินเจียงรวมอยู่ด้วย ความร่วมมือกับสหรัฐฯเพื่อต่อต้านโซเวียตทำให้ในที่สุดเกิดคนอย่างอุซามะห์ บิน ลาดิน และองค์กรก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์3 ที่กลับมาหลอกหลอนจีน โดยทางการจีนอ้างว่าอัลกออิดะห์มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในซินเจียง
       
       หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัฐต่างๆในเอเชียกลางได้รับเอกราช เป็นรัฐอิสระซึ่งภาวการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาตร์ (geopolitic) ทำให้จีนต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นต่อต้านโซเวียต การเกิดขึ้นของรัฐใหม่ยิ่งทำให้ชาวอุยกูร์เกิดแรงบันดาลใจที่จะมีรัฐอิสระเป็นของตนบ้าง ชนชาวอุยกูร์ในรัฐเกิดใหม่เช่น คาซัคสถาน, คีร์กิซสถาน และทาจิกิซสถาน ได้ร่วมสนับสนุนต่อสู้เพื่อสถาปนา “เตอร์กีสถานตะวันออก”4
       
       อย่างไรก็ตามทางการจีนได้ใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสยบขบวนการแบ่งแยกดินแดน ด้วยการปราบปรามอย่างหนักหน่วง พร้อมกับเริ่มยุทธศาสตร์พัฒนาภาคตะวันตก (Great Western Development Strategy) ในปี 2000 สร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจในซินเจียงด้วยการลงทุน และอพยพชาวฮั่นมาตั้งถิ่นฐานเพื่อกลืนกลายชนชาติอุยกูร์ ทว่ายุทธศาสตร์พัฒนาภายในเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาซินเจียงได้ เนื่องจากปัญหาการก่อการร้ายมีลักษณะข้ามพรมแดน และขบวนการเหล่านี้ก็อาศัยฐานประเทศในเอเชียกลางเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังและปฏิบัติการ อาทิเมื่อปี 2002 นักการทูตจีนระดับสูง และนักธุรกิจถูกสังหารอย่างอุกอาจกลางกรุงบิชเกค ประเทศคีร์กีซสถาน5 ฉะนั้นจีนจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศในเอเชียกลางเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในซินเจียง

ชาวมุสลิม อุยกูร์ ขณะสวดภาวนา นอกมัสยิดในอูหลู่มู่ฉี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง
       บุกเอเชียกลางเพื่อความมั่นคงพลังงาน
       

       นอกจากผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแล้วจีนยังเล็งเห็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน โดยหวังพึ่งน้ำมันจากเอเชียกลางลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ทั้งโดยการลงนามความร่วมมือด้านพลังงานกับรัฐและเอกชนต่างๆในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งริเริ่มโครงการเครือข่ายท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะช่วยให้การขนส่งน้ำมัน สามารถทำการขนผ่านท่อจากอิหร่านผ่านเอเชียกลางสู่ซินเจียง ซึ่งจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง เนื่องจากการขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางทะเล โดยใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาก่อนที่จะเข้าสู่จีนทางมณฑลชายฝั่งด้านตะวันออก ทว่าเส้นทางดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงคือ การนำเข้าน้ำมันของจีนกว่า 90% อาศัยเรือบรรทุกน้ำมันเป็นพาหนะสำคัญ และเรือบรรทุกน้ำมันของจีนกว่า 80%6 เดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปัญหาโจรสลัดชุกชุม นอกจากนี้ช่องแคบมะละกายังอยู่ภายใต้อิทธิพลการลาดตระเวนของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ ชางกี ประเทศสิงคโปร์7 และถึงแม้จะผ่านช่องแคบมะละกามาได้โดยปราศจากปัญหา ทว่าหากเกิดปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวัน การขนส่งน้ำมันขั้นสุดท้ายลงที่มณฑลชายฝั่งตะวันออกก็อาจสะดุด8
       
       นอกจากนี้การเชื่อมโยงซินเจียงเข้ากับเอเชียกลางด้วยการช่วยลงทุนพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบก จีนก็หวังรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง ซึ่งจะสามารถทำให้ซินเจียงสามารถระบายสินค้าออกไปยังเอเชียกลาง สู่ยุโรป และตะวันออกกลาง9 และหากมองให้ลึกลงไปอีกจะพบว่า โครงการเชื่อมโยงทางรถไฟยังมีเหตุผลเบื้องหลังสำหรับเป็นทางเลือกในการขนส่งน้ำมัน แทนที่การพึ่งพาท่อขนส่งเพียงอย่างเดียว
       
       มหายุทธเอเชียกลาง เมื่อมังกรถูกปิดล้อม
       

       อย่างไรก็ตามนับแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 สหรัฐฯได้รณรงค์สงครามต่อต้านการก่อการร้าย เข้าไปปฏิบัติการในอัฟกานิสถานและอิรัก แถมยังได้กระจายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและทหาร เข้าไปช่วงชิงทรัพยากรในเอเชียกลาง ฐานทัพอเมริกันผุดขึ้นในแทบทุกประเทศในเอเชียกลางจากอุซเบกิสถาน, คาซัคสถานจนถึงคีร์กิซสถานซึ่งมีพรมแดนจ่อติดกับจีนโดยตรง
       
       แม้จีนจะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อหวังผลทำลายการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในซินเจียง ทว่าการปรากฏตัวของสหรัฐฯได้สร้างความวิตกให้กับจีนอย่างยิ่ง กระทั่งจีนกับรัสเซียต้องทำการซ้อมรบในปี ค.ศ. 2005 ภายใต้รหัส “Peace Mission 2005”
       
       การซ้อมรบดังกล่าวได้สร้างกระแสความตื่นตระหนกให้กับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นอย่างรุนแรง เนื่องจาก กองทัพ, บก, เรือ และอากาศ ของรัสเซียได้ทำการเคลื่อนพลจากเมืองท่าวลาดิวอสต็อค ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ติดกับทะเลญี่ปุ่นและอยู่ห่างประเทศญี่ปุ่นไม่กี่ไมล์ทะเล มาบรรจบกับกองทัพจีนจากมณฑลซันตงในคาบสมุทรเจียวตงบริเวณฝั่งทะเลเหลือง ซึ่งการซ้อมรบดังกล่าวมิได้สอดคล้องกับข้ออ้างที่ทั้งสองฝ่ายประกาศไว้ว่า เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย10 เพราะหากจุดประสงค์ของทั้งสองฝ่ายคือ การต่อต้านก่อการร้ายจริง สมรภูมิสำหรับการซ้อมรบน่าจะอยู่บริเวณตะวันตกของทั้งสองประเทศมากกว่า ทว่าการใช้พื้นที่บริเวณภาคตะวันออกในการซ้อมรบครั้งนี้ สะท้อนถึงนัยความอึดอัด ที่จีนและรัสเซียมีต่อการปรากฏตัวทางทหารและการช่วงชิงทรัพยากรในเอเชียกลางของสหรัฐอเมริกา
       
       ทางด้านสองพันธมิตรจีน-รัสเซีย ที่มาจับมือต้านอเมริกาก็มีความขัดแย้งคุกรุ่นอยู่ภายใน หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัสเซียซึ่งสืบทอดมรดกต่อจากโซเวียตอยู่ในฐานะอ่อนแอ ไม่สามารถแผ่อิทธิพลเข้ามายังเอเชียกลางได้อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยร่วมมือกับจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการที่ รัสเซียยอมจับมือกับจีนก่อตั้งองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เมื่อปี 2001 โดยมีสมาชิกคือ จีน, รัสเซีย, อุซเบกิสถาน, คาซัคสถาน, ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมความร่วมมือในภูมิภาค เพราะรัสเซียเองก็ประสบปัญหาการก่อการร้ายของชนกลุ่มน้อยเช่นเดียวกับจีน
       
       อย่างไรก็ตามภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน รัสเซียมีนโยบายที่จะรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่เฉกเช่นที่เคยมีในสมัยสหภาพโซเวียต ซึ่งรวมถึงการแผ่อิทธิพลในเอเชียกลาง ซึ่งเคยเป็นเขตอิทธิพลของโซเวียตมาก่อน รัสเซียซึ่งเริ่มเติบโตจากการค้าทรัพยากรพลังงาน เริ่มมองเห็นการแผ่อิทธิพลอย่างเงียบๆของจีน ด้วยการค้าอาวุธ, ให้เงินช่วยเหลือ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับเอเชียกลาง11 เป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของรัสเซีย
       
       ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจุบัน ดิมีทรี เมดเวเดฟ ก็มิได้ดำเนินนโยบายต่างจากปูติน หลายฝ่ายกลับมองว่าเมดเวเดฟเป็นร่างทรงของปูตินด้วยซ้ำ ฉะนั้นอุดมการณ์รื้อฟื้นความยิ่งใหญ่จึงสืบทอดต่อมา และการเยือนคาซัคสถานก่อนเยือนจีนก็เป็นการสะท้อนท่าทีของรัสเซียได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการย้ำเตือนสหรัฐฯและจีนว่า “นี่คือเขตอิทธิพลของรัสเซีย”
       

       การรุกเข้าไปในเอเชียกลางเพื่อผลประโยชน์ทางด้านความมั่นคงในซินเจียง ซึ่งตอนนี้ถูกแปรเปลี่ยนไปเน้นมิติด้านความมั่นคงทางพลังงานมากกว่า จึงต้องเผชิญกับศึกรอบด้าน นอกจากการปะทะกับสหรัฐฯและรัสเซียแล้ว การดำเนินนโยบายบางอย่างเพื่อพัฒนาซินเจียง ยังถูกบางประเทศในเอเชียกลางต่อต้านอาทิ โครงการผันน้ำจากแม่น้ำอีลี่ และแม่น้ำอีร์ติช ซึ่งไหลผ่านจีนสู่คาซัคสถาน เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมันในอูหลู่มู่ฉี ได้สร้างความขัดแย้งระหว่างคาซัคสถานกับจีน12 เหมือนกับที่โครงการหลากหลายในแม่น้ำโขงทำให้จีนต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์
       
       เอเชียกลางจึงเป็นพื้นที่มหายุทธ ที่เต็มไปด้วยการปะทะระหว่างมหาอำนาจ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่ายๆ การดำเนินนโยบายของจีนจึงเป็นไปอย่างระมัดระวัง แม้เงื่อนไขสภาวการณ์ปัจจุบันจะบีบบังคับให้รัสเซียร่วมมือกับจีนอย่างแน่นแฟ้น เพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ทว่าหากเงื่อนไขดังกล่าวหมดไปเมื่อไร บางทีความขัดแย้งที่ซุกซ่อนอยู่อาจปรากฏชัดมากขึ้น กระทั่งคลี่คลายให้เห็นความตึงเครียดภายในภูมิภาคที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตะวันออกกลาง
       
       

       
       เอกสารอ้างอิง
       
       [1] ผู้จัดการออนไลน์, ‘เมดเวเดฟ’ ปิดฉากเยือนจีน ย้ำส่งเสริมความสัมพันธ์ 2 ยักษ์, [ http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000060480], 25 พฤษภาคม 2551
       [2] บางที่ก็จัดนับอัฟกานิสถานป็นส่วนหนึ่งของเอเชียกลาง
       [3] Vincent Kolo, “The national question in Xinjiang,” [http://socialistworld.net/eng/2008/01/09chinaa.html], 9 January 2008.
       [4] Ramakant Dwivedi, “China’s Central Asia Policy in Recent Times,”
       [http://www.silkroadstudies.org/new/docs/CEF/Quarterly/
       November_2006/Dwivedi.pdf
], 15 May 2008.
       [5] จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายในซินเจียง,” มติชน, 8 กันยายน 2548, 7.
       [6] C. Fred Bergsten et al., eds., China: The Balance Sheet (New York: Public Affairs, 2006), 130.
       [7] Will Hutton, The Writing On The Wall: China And The West In The 21st Century  (London: Little, Brown, 2006), 236.
       [8] Ramakant Dwivedi, “China’s Central Asia Policy in Recent Times,”
       [http://www.silkroadstudies.org/new/docs/CEF/Quarterly/
       November_2006/Dwivedi.pdf
], 15 May 2008.
       [9] “Xinjiang to Forge Overland Channel for Energy Transmission,” [http://www.china.org.cn/english/
       environment/199295.html
],17 February 2007.
       [10] ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, แผนพิชิตมังกร (กรุงเทพฯ: openbooks, 2549), 62-63.
       [11] Niklas Swanstrom, “China and Central Asia: a new Great Game or traditional vassal relations?,”
        [http://www.silkroadstudies.org/docs/publications/
       2005/JCC_Swanstrom.pdf
], 15 May 2008.
       [12] Ramakant Dwivedi, “China’s Central Asia Policy in Recent Times,”
       [http://www.silkroadstudies.org/new/docs/CEF/Quarterly/
       November_2006/Dwivedi.pdf
], 15 May 2008.
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000063729

--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

วิจัยชี้วินมอเตอร์ไซค์-แม่ค้าหวั่นอิทธิพล



-- Pic_18063

เผยวิจัย "การศึกษาเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานนอกระบบ : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ค้าขายตลาดนัด ในเขตกทม." จี้รัฐจัดสวัสดิการเข้าถึงแรงงานนอกระบบ  กระจายเงินกู้สู่รากหญ้า...

นายสมศักดิ์ นัคลาจารย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยงานวิจัย "การศึกษาเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานนอกระบบ : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ค้าขายตลาดนัด ในเขตกรุงเทพมหานคร" ว่า ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 500 คน สรุปพบว่า ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างร้อยละ 94.2 เป็นชายอายุ 31-40 ปี มีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง รายได้วันละ 301-400 บาท ร้อยละ 16.8 ทำอาชีพเสริมได้วันละ 201-300 บาท ขณะที่รายจ่ายวันละ 201-300 บาท ประมาณครึ่งหนึ่งมีเงินออมเดือนละ 1,001-2,000 บาท ด้านความมั่นคงอาชีพ ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องเงินทุน รองลงมาคือการแย่งที่ประกอบอาชีพ ปัญหาเรื่องกฎหมาย ปัญหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอิทธิพล และเพื่อนร่วมอาชีพ ร้อยละ 80 ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี สวัสดิการที่อยากได้จากรัฐเรียงตามลำดับคือ ที่อยู่สำหรับผู้มีรายได้น้อย การรักษาพยาบาลฟรี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสงเคราะห์บุตร

สำหรับผู้ค้าขายตลาดนัด กลุ่มตัวอย่าง 2 ใน 3 เป็นเพศหญิง อายุ 31-40 ปี ส่วนใหญ่ทำงานต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน รายได้วันละ 401-500 บาท ผู้ทำอาชีพเสริมมีร้อยละ 13.8 ได้วันละ 201-300 บาท มากกว่าครึ่งหนึ่งมีการออมอยู่ระหว่าง 2,001-3,000 บาทต่อเดือน ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือเงินทุนในการประกอบอาชีพ การเช่าช่วงสิทธิสถานที่ตั้งขาย ปัญหาอื่นคืออาชีพไม่มีกฎหมายรองรับ เจ้าหน้าที่รัฐเข้มงวด บางครั้งถูกรีดไถ ทั้งนี้ ร้อยละ 80 ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ความต้องการสวัสดิการคือที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลฟรี เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินสงเคราะห์บุตร

สำหรับข้อเสนอแนะ ควรมีหลักประกันสำหรับแรงงานนอกระบบในการเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไป สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควรผนวกแรงงานนอกระบบกลุ่มต่างๆ เป็นเป้าหมายในการดูแลเรื่องสุขภาพ ทบทวนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลควรส่งเสริมนโยบายการกระจายเม็ดเงินกู้แก่ประชาชนระดับรากหญ้า.

ทีมข่าวการศึกษา

http://www.thairath.co.th/content/edu/18063
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

มรภ.จันทรเกษม ผุด"ต้นกล้าอาชีพ"

วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6795 ข่าวสดรายวัน


มรภ.จันทรเกษม ผุด"ต้นกล้าอาชีพ"




อาจารย์ณัฏฐกรณ์ ปะพาน ผู้ประสานงานโครงการต้นกล้าอาชีพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีต้องการเพิ่มศักยภาพให้ผู้ว่างงานมีความสามารถและทักษะเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วยสนับสนุนผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่ยังไม่มีงานทำสร้างรายได้ด้วยตนเอง จึงจัดโครงการต้นกล้าอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมขานรับนโยบายครั้งนี้ เพื่อบริการวิชาการแก่สังคม

"โครงการต้นกล้าอาชีพ ไม่เพียงทำให้ผู้ ว่างงานมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพ เปิดช่องทางในการทำงานให้กว้างขึ้น โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของแต่ละคณะเป็น ผู้ให้การฝึกอบรมตามหลักสูตรที่เปิด นอกจากนี้ ผู้สมัครยังได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างการอบรม ค่าพาหนะ เงินอุดหนุนเพื่อการประกอบอาชีพอีกด้วย" อ.ณัฏฐกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ สมัครผ่านทางเว็บไซต์ www.tonkla-archeep.com หรือสมัครด้วยตนเองได้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม 0-2942-6900-99 ต่อ 2037, 5004 และ 6001

หน้า 30

McKinnon & Clarke รุกตลาดก๊าซคาร์บอนในไทย

McKinnon & Clarke รุกตลาดก๊าซคาร์บอนในไทย

รายงานโดย :ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ:
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กระแสความตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสภาวะโลกร้อน เข้ามามีบทบาทต่อความเคลื่อนไหวของธุรกิจทั่วโลกมากขึ้นตามลำดับ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชากรแต่ละมุมโลก ทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ถูกมองว่าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายสิ่งแวดล้อมแหล่งใหญ่ที่สุด ควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมผ่านธุรกิจที่ทำอยู่ 

บริษัท McKinnon & Clarke ที่ปรึกษาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการทั่วโลก ได้นำเสนอการบริการ บริหารจัดการก๊าซคาร์บอน (Carbon Management) เป็นบริการที่เปิดตัวเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการ ลดการปล่อยก๊าซคาร์ บอนของสถานประกอบการแต่ละแห่ง เพื่อให้บริษัทนั้นสามารถรักษาสภาพแวดล้อมและเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจมีศักยภาพยิ่งขึ้น

คริส ดาเวนพอร์ต ผู้จัดการบริหารกลุ่มด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม บริษัท McKinnon & Clarke กล่าวว่า โครงการให้บริการบริหารจัดการก๊าซคาร์บอนเป็นโครงการใหม่ที่ให้บริการแก่ผู้ประกอบการทั่วโลก ทั้งประเทศในแถบยุโรปและเอเชีย เนื่องจากมองเห็นถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจบริการประเภทนี้ และมองว่าจะมีผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในโซนเอเชีย

ขณะนี้ประเทศในแถบยุโรปที่มีพันธสัญญาต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามพิธีสารเกียวโต ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ 5.2% จากเดิมที่เคยปล่อยอยู่ในปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2555 และต้องลดให้ได้ 30% ภายในปี 2563 และ 50% ภายในปี 2593

ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถเลือกเข้ามาลงทุนในประทศที่กำลังพัฒนา เพื่อพัฒนาโปรเจกต์ที่นำมาซึ่งการลดก๊าซคาร์บอนและเกิดคาร์บอนเครดิต ค่าใช้จ่ายในการลงทุนถูกกว่าลงทุนทำเองในยุโรป

สำหรับประเทศในโซนเอเชียหรือประเทศแอฟริกาใต้ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้ประเทศอื่นๆ ที่มีพันธสัญญาต้องการเข้ามาสร้างคาร์บอนเครดิต โดยเข้ามาลงทุนใน โปรเจกต์ว่าด้วยกลไกพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ในประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆ และนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ “ลด” ได้จากโครงการเหล่านี้ไปขอใบรับรองในรูปของ CERs (Certified Emission Reductions)

CERs นี้เองเป็นคาร์บอนเครดิตประเภทหนึ่งที่ซื้อขายในตลาดคาร์บอน และประเทศพัฒนาแล้ว สามารถนำ CERs เหล่านี้ไปใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซตามพันธกรณี

ในตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไก CDM ที่ออก CERs โดยประเทศที่ไม่มีพันธสัญญา ดังนี้ จีน 42.74% อินเดีย 22.77% เกาหลี 14.02% บราซิล 11.25% เม็กซิโก 2.14% เวียดนาม 1.68% และอื่นๆ อีก 5.39% (ข้อมูลอัพเดต ณ เดือนมี.ค. 2552)

กลไก CDM จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในไทย ตลอดจนปัจจัยด้านราคาพลังงานที่ขึ้นลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปริมาณความ ต้องการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคา ซื้อขายคาร์บอนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2552 มีราคาซื้อขายอยู่ที่ระดับ 11.8 ยูโรต่อยูนิต (Certified Emission Reductions) ซึ่งในปี 2550 มีปริมาณซื้อขายคาร์บอนที่ระดับ 2,700 ล้านตันคาร์บอน มูลค่า 4 หมื่นล้านยูโร และในปี 2551 มีปริมาณซื้อขาย 4,900 ล้านตันคาร์บอน มูลค่า 9.2 หมื่นล้านยูโร

ปัจจัยด้านราคาซื้อขายจึงเข้ามามีบทบาทเป็นอีกตัวกระตุ้นให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากขึ้น เพราะถือเป็นการหารายได้ให้กับบริษัทอีกวิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ แรงผลักดันจากลูกค้าก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เนื่องจากขณะนี้กระแสตื่นตัวมีมาก ลูกค้าจึงตระหนักถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละบริษัทมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ว่า บริษัท คู่ค้ามีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษา สิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน

จึงเป็นเหตุผลให้ผู้ประกอบการต้องประเมินการทำงานของบริษัทเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีกระบวนการผลิตและผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนใหญ่ที่โรงงานทำก็คือ ลดใช้พลังงานทุกชนิด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและก้าวไปสู่การทำการบริหารจัดการก๊าซคาร์บอนภายในสถานประกอบการ เพื่อนำผลการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยรายงานถึงผลของการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากสถานประกอบการ (Carbon Footprint) เพื่อพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) จะเป็นผลจากการประเมินการลดก๊าซ เรือนกระจกในกระบวนการผลิต โดย ฉลากคาร์บอนจะแสดงให้ผู้บริโภค ได้รับทราบว่าในกระบวนการผลิตสินค้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปริมาณเท่าใด หลังจากที่ผู้ประกอบการ ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตแล้ว

ขณะที่รายงานผลการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการประกอบการ (Carbon Footprint) สามารถแสดงข้อมูลให้ ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต ขนส่ง การใช้งาน และกำจัด เมื่อกลายเป็นของเสีย ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจซื้อของ ผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

การที่แต่ละบริษัทจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและลงทุนดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก เพราะขณะนี้ลูกค้าให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากบริษัทไม่มีการดำเนินนโยบายในด้านนี้ หรือมีน้อยกว่าคู่แข่งก็จะเสียเปรียบ เนื่องด้วยทุกประเทศกำลังต่อสู้กันในด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม

ดาเวนพอร์ต กล่าวว่า ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ประเทศคู่ค้าจะนำประเด็นนี้มาเป็นกำแพงทางการค้า โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าในยุโรป ซึ่งการที่บริษัทไม่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมหรือผลิตสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้สินค้าแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกลำบากมากขึ้น

โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการส่งออกสินค้าและบริการไปยังยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา สินค้าจะต้องมีคุณสมบัติตาม ที่ลูกค้ากำหนดจึงจะสามารถสร้าง ความแตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งด้านคุณภาพ ราคา และความมีชื่อเสียงของบริษัทได้ ขณะเดียวกันการลดใช้พลังงานหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะสามารถช่วยลดต้นทุนผลิตได้

“การให้บริการบริหารจัดการคาร์บอนในโซนเอเชียเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้บริษัทมีความสามารถแข่งขันในด้านส่งออกสินค้าและเพิ่มโอกาสขยายตลาด ไปยังตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่ส่งออกสินค้าเป็นหลัก การที่มีสินค้า ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าในยุโรปและที่อื่นๆ ได้มากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา” ดาเวนพอร์ต กล่าว

ด้านมาตรการส่งเสริมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในไทยของรัฐบาล มองว่า รัฐบาลไทยให้การส่งเสริมเป็นอย่างดี มีการกำหนดแผนและส่งเสริมให้โรงงานลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยออกใบประกาศรับรองแก่โรงงานที่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ ซึ่งใบประกาศนี้จะเป็นเครื่องยืนยันสำหรับบริษัทว่าสามารถ ลดการปล่อยก๊าซได้จริง หากประเมินแล้วไทยยังมีมาตรการที่ดีกว่าบางประเทศที่ ไม่มีเป้าหมายใดๆ

ดาเวนพอร์ต กล่าวว่า การเข้ามาให้บริการดังกล่าวในไทย เป้าหมายที่จะ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นอยู่กับการดำเนินการของแต่ละบริษัทและสถานการณ์ภายในบริษัทนั้นๆ

ปัจจุบัน การให้คำปรึกษาจะเข้าไปดูแลว่าจะพัฒนาจากเดิมได้อย่างไร เพราะไม่ได้ต้องการให้แข่งขันกับบริษัทอื่นๆ แต่ต้องการให้เกิดการแข่งขันกับการดำเนินการของบริษัทเอง ถือเป็นจุดเด่นของการให้บริการ โดยพัฒนาจากจุดที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมจนประสบผลสำเร็จ

นอกจากนี้ บริษัท McKinnon & Clarke ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากหลากหลายสาขามาให้คำปรึกษาและสามารถบูรณาการ ให้บริหารจัดการก๊าซคาร์บอนได้ เริ่มตั้งแต่ให้คำแนะนำเรื่อง ลดการใช้พลังงาน แต่ยังดูแลเรื่องทำรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอน ดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และให้คำปรึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาโปรเจกต์ว่าด้วยกลไก CDM ได้อีกด้วย

กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ยังสามารถให้คำปรึกษาแก่กลุ่มผู้ประกอบการภาคบริการ เช่น โรงแรม ได้เช่นเดียวกัน และมองว่าอุตสาหกรรมประเภทอาหารและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสินค้าเกษตรน่าจะเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกตามที่กล่าวไว้เบื้องต้น

ก่อนหน้านี้ บริษัทเริ่มเข้ามาทำกิจการในเอเชียเมื่อ 8 ปีที่แล้ว มีลูกค้าอยู่ทั้งในไทย อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทุกวันนี้ลูกค้าอยู่ในไทยมีมากกว่า 200 ราย อยู่ในทุกประเภทกิจการ ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม อุตสาหกรรมหนัก เหล็ก พลาสติก เป็นต้น

ดาเวนพอร์ต กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ระยะสั้นคงส่งผลกระทบต่อการลงทุนในโปรเจกต์ว่าด้วยการลดก๊าซคาร์บอนบ้าง ทำให้การลงทุนชะลอตัวลง แต่ในระยะยาวผู้ประกอบการคงจะต้องคิดถึงขีดความสามารถในการแข่งของบริษัทมากกว่า ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

http://www.posttoday.com/business.php?id=55706

--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แอบมอง...นิวซีแลนด์ บริษัท "กีวี" ข้ามชาติ โครงสร้างธุรกิจเกษตรยุคใหม่!!

วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11441 มติชนรายวัน


แอบมอง...นิวซีแลนด์ บริษัท "กีวี" ข้ามชาติ โครงสร้างธุรกิจเกษตรยุคใหม่!!


โดย สุทธาสินี จิตรกรรมไทย



กีวี ผลอวบวางเรียงรายอยู่บนชั้นจำหน่ายผลไม้สดในซุปเปอร์มาร์เก็ต สติ๊กเกอร์วงรีเล็กๆ ที่แปะไว้บนผลนอกจากช่วยจำแนกว่าผลไหนเป็น "กีวีกรีน" เนื้อกีวีสีเขียว หรือ "กีวีโกลด์" เนื้อกีวีสีทอง แล้ว ยังบอกให้รู้ว่ากีวีเหล่านี้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจาก นิวซีแลนด์ ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ดินแดนแห่งกีวี

ทุกวันนี้นิวซีแลนด์ส่งออกผลไม้ที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไปจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก คิดเป็น 99 เปอร์เซ็นต์ของกีวีที่นิวซีแลนด์ปลูกได้เลยทีเดียว

ปีที่แล้วนิวซีแลนด์ส่งออกกีวีมากถึง 100 ล้านถาด (ถาดละ 3.5 กิโลกรัม) สร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยให้กับประเทศไม่น้อย

ก่อนจะปีนป่ายขึ้นถึงยอดเขาแห่งความสำเร็จอย่างที่เห็น บรรดาผู้ปลูกกีวีชาวนิวซีแลนด์ต้องเผชิญปัญหาทุกข์ยากหนักหนาสาหัส แต่ด้วยการจัดการและการบริหารที่ดี ทำให้ปัจจุบันผู้ปลูกกีวีมีชีวิตสุขสบายเหลือล้น!!

เป็นอย่างไรนั้น แดเนียล แมธีสัน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล (Zespri International) รับหน้าที่บอกเล่า...

เขาฉายภาพความลำบากของเกษตรกรกีวีในนิวซีแลนด์ให้ฟังว่า ย้อนไปราว 15 ปีก่อน มีบริษัทในนิวซีแลนด์ที่ส่งออกกีวีนับสิบนับร้อยเจ้า ผู้ปลูกกีวีก็มีด้วยกันหลายพันราย ต่างแข่งขันกันเอง คุณภาพของกีวีก็ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ราคาตกต่ำ

ผู้ปลูกกีวีหลายรายจึงแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

เกษตรกรกีวีหลายพันคนทั่วนิวซีแลนด์รับสภาพนี้ไม่ไหว จึงรวมตัวกันเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยตั้งบริษัทขึ้นมาบริษัทหนึ่ง คอยดูแลจัดการคุณภาพ มาตรฐาน และตลาดกีวี ไม่ให้ราคาตกต่ำและไม่ให้มีการแข่งขันกันดุเดือดอย่างที่เป็น

รับข้อเรียกร้องของผู้ปลูกกีวีมาพิจารณาแล้ว ในที่สุดรัฐบาลนิวซีแลนด์ก็มีมติให้จัดตั้ง "บริษัท เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล" ขึ้นในปี 2540 เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ

"บริษัทอื่นๆ จำหน่ายกีวีนิวซีแลนด์ได้เฉพาะในประเทศและออสเตรเลีย แต่เราเป็นบริษัทเดียวที่สามารถส่งออกกีวีไปจำหน่ายทั่วโลก และเป็นบริษัทเดียวที่จำหน่ายกีวีโกลด์ เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เราพัฒนาขึ้นเอง

(บน) เก็บเกี่ยวกีวีได้ในเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน (กลาง) ลำเลียงกีวีขึ้นเรือส่งจำหน่ายทั่วโลก (ล่าง) สวนกีวีที่มีมากมายในภูมิภาค เบย์ ออฟ เพลนตี้


"เรียกได้ว่าเราเป็นตัวแทนกีวีนิวซีแลนด์ มีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเพราะเห็นถึงความสำคัญของกีวีซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลได้เจรจาเรื่องการค้าเสรีกับหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีของกีวีนิวซีแลนด์ลดลง" แดเนียล-หนุ่มสายเลือดนิวซีแลนด์ เล่าอย่างภาคภูมิใจ

คณะผู้บริหารของเซสปรีมี 6 ราย โดย 3 รายเป็นเกษตรกรกีวี และอีก 3 รายเป็นบุคคลในภาคธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารและการตลาด

ส่วนสมาชิก 3 พันกว่ารายล้วนเป็นผู้ปลูกกีวีทั้งสิ้น หากวันไหนที่สมาชิกเห็นว่าโครงสร้างการบริหารงานไม่เหมาะสม ก็สามารถจัดประชุม และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนระบบการบริหารงานได้

รายได้ของสมาชิกมาจากเงินปันผลที่จะได้รับทุกปี และอีกทางคือการปลูกกีวีให้ได้คุณภาพและมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด

แดเนียลเล่าว่า เซสปรีได้ร่วมกับ แพลนท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์ช (Plant and Food Research) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านพันธุ์พืช ทำการพัฒนาสายพันธุ์กีวี ทั้ง กีวีกรีนและกีวีโกลด์ ให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อแน่นขึ้น และยืดอายุการเก็บให้นานขึ้น

เมื่อทำการปรับปรุง-พัฒนาสายพันธุ์ และสำรวจตลาดแล้วว่าต้องการผลขนาดไหน รสชาติอย่างไร เซสปรีก็จะแนะนำสมาชิกให้ลองปลูก ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกกีวีทั้งหมดของนิวซีแลนด์อยู่ในภูมิภาค เบย์ ออฟ เพลนตี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอ๊อคแลนด์

"เรากระตุ้นให้ผู้ปลูกได้ปลูกกีวีคุณภาพดีที่สุด สมมุติผมมีสวนกีวี คุณมีสวนกีวี แล้วกีวีในสวนผมผลใหญ่กว่า รสชาติดีกว่า มีสารอาหารเยอะกว่า แต่ใช้สารเคมีน้อยกว่า ผมก็จะได้เงินเยอะกว่า

"ที่อื่นอาจหวงการปรับปรุงสายพันธุ์ แต่ที่นี่ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เราและผู้ปลูกจะแบ่งปันความรู้กัน เพราะเรามองไปที่มาตรฐานระดับประเทศมากกว่าจะมาแข่งขันกันเองอย่างแต่ก่อน" แดเนียลบอก

(ซ้าย) แดเนียล แมธีสัน (ขวา) บรรจุกีวีลงกล่อง...กีวีที่มีตำหนิมีไว้จำหน่ายในประเทศ ส่วนกีวีเกรดเอส่งจำหน่ายต่างประเทศ


ขณะเดียวกันบริษัทก็ต้องทำความเข้าใจความต้องการของผู้ปลูก มีการพูดคุยระหว่างกันโดยตลอด มีการพาผู้ปลูกกีวีไปโรดโชว์ เพื่อให้เห็นด้วยตัวเองว่าความต้องการของตลาดแต่ละประเทศเป็นอย่างไร ซึ่งลูกค้าก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้ปลูกได้โดยตรง

"เมื่อก่อนก็ลำบากพอสมควร เพราะผู้ปลูกแข่งขันกันเอง แต่เดี๋ยวนี้เราแข่งขันกับชาติอื่นแล้วครับ เราจึงต้องร่วมมือกันปลูกกีวี

"ผมมีหลักอยู่ว่ากีวีเป็นเหมือนลูกๆ ของผม เพราะฉะนั้นต้องดูแลอย่างดีที่สุด" ดอน ไฮแลนด์ สมาชิกเซสปรี ผู้ปลูกกีวีและเจ้าของไร่กีวีรุ่นที่ 5 ของตระกูล เล่าให้ฟังระหว่างพาเดินชมสวนกีวี

ดอนเล่าว่า เมื่อต้นเริ่มให้ผลกีวีเมื่อไหร่ ก็ได้เวลาที่ต้องส่งกีวีบางส่วนไปให้ "เทสติ้ง เซ็นเตอร์" (Tasting Center) ตรวจว่าได้คุณภาพหรือไม่ รสชาติเป็นอย่างไร หากผ่านการตรวจก็เป็นอันเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

กีวีจากสวนของดอนรสชาติเยี่ยม แต่ละปีดอนจึงได้รับเงินตอบแทนเป็นจำนวนมาก เพียงพอต่อการที่หมดฤดูเก็บกีวีแล้ว เขาและภรรยาจะไปพักผ่อนด้วยการล่องเรือยอชต์ส่วนตัวในทะเลสาบโรโทรัวได้อย่างสบายใจ

ออกจากสวนกีวีก็เดินทางสู่ "แพค เฮาส์" (Pack House) หรืออาคารบรรจุกีวี

กีวีจะถูกวางลงบนสายพานผ่านเครื่องจักรที่คอยตรวจขนาดผลและตรวจรอยช้ำของกีวี ผลไหนไม่ผ่านก็จะไปอีกสายพานหนึ่งให้พนักงานได้ตรวจคุณภาพอีกรอบ

พนักงานในแพค เฮาส์ มีทั้งชาวเมารีซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ชาวมาเลเซีย และชาวอินโดนีเซีย เพราะนิวซีแลนด์ประสบปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงทำข้อตกลงกับมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า คนหนุ่มสาวจากทั้ง 2 ประเทศนี้สามารถทำงานในแพค เฮาส์ได้เป็นเวลา 2-3 เดือน ซึ่งก็ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จพอควร

บรรจุกีวีลงกล่องสีเขียวเรียบร้อย ก็ส่งไปยัง ท่าเรือเทารังก้า เก็บไว้ในโกดังซึ่งรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 0-1 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาความสดของกีวี ก่อนลำเลียงขึ้นเรือขนส่งที่มีห้องรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 0-1 องศาเซลเซียสเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ กีวีนิวซีแลนด์ก็ถึงมือผู้บริโภค

"ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เราส่งกีวีไปจำหน่ายมากสุดคิดเป็น 16 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นเยอรมนี สเปน จีน เกาหลี ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนถาดก็ราว 1.5 ล้านถาด...นี่คือตัวเลขของปีที่แล้วนะครับ หวังว่าปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น" แดเนียลบอก

เซสปรีทำตลาดในภูมิภาคนี้มาแล้ว 5 ปี ส่วนประเทศไทยนั้น เซสปรีเพิ่งรุกตลาดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่งกีวีกรีนเข้าตลาดก่อน แล้วค่อยส่งกีวีโกลด์มาชิมลางเมื่อไม่นานมานี้

ทราบไหมว่ากีวีนิวซีแลนด์ต้องลงสนามปะทะผลไม้เจ้าถิ่นอย่างทุเรียน มะม่วง มังคุด เงาะ ส้ม?

ได้ยินคำถามแล้วแดเนียลถึงกับหัวเราะ ก่อนบอกว่า "ทราบ" คนไทยโชคดีที่มีผลไม้ให้รับประทานตลอดทั้งปี บางทีอาจจะมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยก็ว่าได้ แต่ก็อยากให้กีวีเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของคนไทย

"กีวีกรีนและโกลด์มีวิตามินซีและวิตามินอีสูงมากๆ มีไฟเบอร์เยอะ และยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมาก...ราคากีวีนิวซีแลนด์อาจแพงเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น แต่เราก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ากีวีนิวซีแลนด์ดีที่สุดในโลก" แดเนียลไม่วายย้ำ

ดูโครงสร้างการบริหารจัดการ "กีวี" บ้านเขาแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้

เพราะในขณะที่เกษตรกรนิวซีแลนด์มีชีวิตสะดวกสบาย เกษตรกรไทยกลับน้ำตาตกใน-ชอกช้ำใจกับผลผลิตที่ออกสู่ท้องตลาดเมื่อไหร่เป็นอันเตรียมใจไว้ได้เลยว่าราคาต้องตกต่ำ

เป็นเหตุการณ์ย่ำแย่เกิดขึ้นซ้ำซากที่ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนสมัยไหนได้แต่มองตาปริบๆ!!

หน้า 20
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra01070752&sectionid=0131&day=2009-07-07

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/