วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สู้วิกฤติเศรษฐกิจ'52 บนโลกการค้าหน้าจอพีซี

วันที่ 2 มกราคม 2552 เวลา 00:00 น. |
 
สู้วิกฤติเศรษฐกิจ'52 บนโลกการค้าหน้าจอพีซี
     รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สาม และแนวโน้มปี 2551-2552 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่ามีแนวโน้มชะลอลงจากปี 2551 โดยครึ่งแรกของปี เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ส่งผลให้การส่งออกชะลอตัวประกอบกับการส่งออกมีฐานที่สูงมากในปี 2551 และการลงทุนภาคเอกชนจะยังชะลอตัวต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจะยังต่ำในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงต่ำสุด

แปลเป็นภาษาชาวบ้าน สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า แย่!

แต่ในวิกฤติ มีโอกาสแถมมาด้วย โดยครั้งนี้ ที่ได้มา คือแหล่งการค้าใหม่ในโลกออนไลน์ ที่เป็นช่องทางทำธุรกิจซื้อขาย และบริการผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด

ธุรกิจออนไลน์ ในปัจจุบันมีพัฒนา ที่ขจัดภาพความล้มเหลวของธุรกิจ "ดอตคอม" เมื่อปี 2542 ได้เป็นอย่างดี เพราะครั้งนี้ ผู้ประกอบการมีประสบการณ์ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น รู้จักการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศกว่าเดิม จึงกล้าจะจับจ่ายใช้สอย โดยไม่กลัวเกรงกลโกง หรือการทุจริตใด เพราะวางใจกับระบบรักษาความปลอดภัย และรู้ทางหนีทีไล่กันพอสมควร
 

การค้าขายออนไลน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการเดิมที่มีสินค้าและบริการอยู่แล้ว เปิดเว็บไซต์ หรือใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อทางการตลาด หรือช่อง ทางการค้าขายใหม่กับลูกค้าที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกไซเบอร์ 2. กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่มีร้านค้าในโลกแห่งความจริง โดยเปิดเว็บไซต์เป็นตัวกลางขายสินค้า และบริการ 3. กลุ่มผู้ทำธุรกิจโดยอาศัยเว็บตลาดกลาง หรือเว็บประมูลทั้งที่มีฐานอยู่ในประเทศและนอกประเทศเป็นสถานประกอบการ

สินค้าที่จำหน่ายกันเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งของที่จับต้องได้ ซึ่งมักเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ เช่น ของขวัญ เครื่องประดับ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ของที่จับต้องไม่ได้ เช่น ซอฟต์แวร์ เพลง ภาพยนตร์ กลุ่มอาหาร ผลผลิตการเกษตร มีจำหน่าย แต่ไม่กระจายในวงกว้าง มักค้าขายกันในกลุ่มที่เป็นคู่ค้ากัน

ย้อนดูผลสำรวจสถานภาพพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ไทย ปี 2551 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าออนไลน์แบบ B2C (บีทูซี) หรือการค้าขายตรงสู่ผู้บริโภค ปี 2550 มีมูลค่า 63,425 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีอยู่ 47,501 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 34% ในขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย เพิ่มขึ้นเพียงปีละ 10-17% โดยปี 2551 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 10.96 ล้านคน

จากข้อมูลดังกล่าว ทรงยศ คันธมานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์แพลนเน็ท เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ www. ReadyPlanet.com (เรดดี้พลาเน็ต ดอตคอม) ให้ความเห็นว่าการเติบโตที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของโลก โดยส่วนหนึ่งของมูลค่าที่มากขึ้น มาจากยอดการซื้อในต่างประเทศ ซึ่งปี 2551 เพิ่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งการเมืองภายใน ทำให้กระทบกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ส่งออกอย่างมาก ดังนั้นในปี 2551-2552 มูลค่าอีคอมเมิร์ซในส่วนนี้คงได้รับผลกระทบ แต่ตลาดภายในประเทศ คงเติบโตขึ้นได้ จากผู้สนใจที่จะหาช่องทางสร้างรายได้ออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐ กิจและจำนวนผู้ว่างงานที่มากขึ้น

ทรงยศ อธิบายเหตุผลประกอบว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้านิยมการค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ตที่สะดวกและรวดเร็ว

"วันนี้แทบไม่มีใครอยากจะใช้สมุด (โทรศัพท์) หน้าเหลืองนัก ฉะนั้น หากคิดถึงมูลค่าการค้าผ่านสมุดหน้าเหลืองซึ่งย้ายมาอยู่บนอินเทอร์เน็ตก็มหาศาล ยังไม่นับรวมช่องทางการค้าอื่นอีกมากมายที่กำลังหลอมรวมเปลี่ยนแปลงโน้มเข้าสู่รูปแบบการค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การขายผ่านแคตตาล็อก ธุรกิจขายตรง ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว การโฆษณา วงการเพลงและภาพยนตร์ สื่อสิ่งพิมพ์ ปรากฏ การณ์เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการ ขยายโอกาสทางการค้าออนไลน์" ผู้บริหารของเรดดี้พลาเน็ต ซึ่งทำธุรกิจให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปและการฝึกอบรมการค้าบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตขยายความน่าสนใจว่า ตลาดการค้าที่อยู่บนจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า จะขายอะไรกันนักหนา มูลค่าถึงเป็นหมื่นล้าน และจะเป็นความหวังท่ามกลางเศรษฐกิจซบเซาที่มือวางมีอันดับเสียคนมาเยอะแล้วได้อย่างไร ในกรณีนี้ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ ครบวงจรรายใหญ่ในประเทศไทย แถลงข้อมูลการซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการ โดยผลการสำรวจ พบสินค้าที่ผู้ประกอบการออนไลน์ บน www.TARAD.com (ตลาดดอตคอม) ขายดี 5 อันดับแรกได้แก่ 1. เสื้อผ้าและแฟชั่น 2. โทรศัพท์มือถือ 3. รถยนต์ 4. บ้านและอสังหาริมทรัพย์ และ 5. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โดยมูลค่าการซื้อขายตลอดปี 2551 เป็นเงิน 2,645 ล้านบาท จากผู้ประกอบการที่เปิดเว็บไซต์ร้านค้า กว่า 130,700 ราย ซึ่งเป็นสัดส่วนจำนวนร้านเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากปีก่อน หรือนับจำนวนสินค้ามากกว่า 1.1 ล้านรายการ
 

บริการอีกด้านของเครือตลาดดอทคอม คือ www.ThaiSecondhand.com (ไทยเซกคั่นด์แฮนด์ดอตคอม) ที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถนำสินค้ามือสองและของใหม่ขึ้นประกาศซื้อ-ขายได้เอง ก็มีอัตราการเติบโตสูงมากเช่นเดียวกัน สินค้า 5 อันดับแรกที่มีประกาศขายมากที่สุดได้แก่ 1. รถยนต์ 2. โทรศัพท์มือถือ 3. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 4. บ้านและอสังหาริมทรัพย์ 5. สินค้าแฟชั่น โดยในปี 2551 มีผู้นำสินค้าประกาศขายในเว็บไซต์นี้มากกว่า 1.2 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าการค้า 2,813 ล้านบาท เฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีผู้นำสินค้ามาประกาศขายเพิ่มขึ้นกว่า 50% ของ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเพราะการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้นำทรัพย์สินส่วนตัว มา ประกาศขายเปลี่ยนเป็นเงิน ซึ่งถือเป็นช่องทางที่ทำได้ง่าย และขายได้เร็วกว่าช่องทางอื่น ๆ

ภาวุธ เทียบเคียงเฉพาะการซื้อ-ขายในออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ภายในเครือ TARAD. com สำหรับปีนี้ว่ามีการขยายตัวจากปีที่ผ่านมาอย่างมาก เพราะผู้ประกอบการหันมาค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีความรู้และเข้าใจในระบบการค้าออนไลน์มากขึ้น ส่วนหนึ่งจากความพยายามสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าขายออนไลน์ของทีมงาน TARADedu. com ที่เปิดสอนและอบรมให้กับผู้ประกอบการ ในรอบปีที่ผ่านมามากกว่า 1.5 หมื่นคนทั่วประเทศ และการผลิตหนังสือด้านการค้าขายออน ไลน์มามากกว่า 20 เล่ม

ผู้บริการตลาดดอทคอมจึงเชื่อว่าปี 2552 การค้าขายออนไลน์จะได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้นำธุรกิจเข้ามาสู่โลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพราะภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว และความพยายามลดการใช้จ่ายของ ทุก ๆ ส่วน ทำให้ต้องมองหาโอกาสและช่องทางในการขายมากขึ้น เฉพาะแนวทางของ TARAD.com เองก็คาดว่าจะมีการซื้อขายมากกว่า 50% บริษัทจึงมีแผนเปิดตัวบริการใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์มากขึ้น

เช่นเดียวกัน ย้อนกลับไปถามถึงการคาดหมายอนาคตจาก ทรงยศ ก็เชื่อว่า จำนวนคนว่างงานและความวิตกในเรื่องรายได้ จะทำให้คนหลั่งไหลเข้าสู่การค้าออนไลน์มากขึ้น เพราะลงทุนต่ำ และเริ่มทดลองทำเป็นแบบ นอกเวลาได้ คนจะสนใจการเรียนและอบรมมากขึ้น เนื่องจากจะมีเวลา และต้องการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ธุรกิจเกี่ยวกับการฝึกอบรมในทุก ๆ ด้านจะขยายตัว โดยเฉพาะการอบรม ที่เกี่ยวกับการสร้างรายได้และการทำธุรกิจออน ไลน์ ส่วนที่สงสัยกันว่า เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจคนจะคิดซื้อของอีกหรือ คำตอบก็คือ ปัญหาที่เกิดมีผลให้คนอยู่บ้านมากขึ้น การใช้จ่ายจะเป็นไปอย่างมีเหตุผล การเที่ยวเดินชอปปิงแล้ว ซื้อสินค้าติดไม้ติดมือโดยไม่ตั้งใจจะน้อยลง สถานการณ์นี้จะเป็นข้อดีอีคอมเมิร์ซ เพราะการค้าขายเกิดที่บ้าน และจะซื้อตามความจำเป็นหรือมีความต้องการ แล้วค้นหาผ่านเว็บหรือผ่านเว็บเครื่องมือสืบค้น google (กูเกิล) พอเจอตัวเลือกก็เปรียบเทียบสินค้าและผู้ขายที่มีความเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่จะไปรับประทานอาหารในห้างฯ เผอิญเดินผ่านแผนกเสื้อผ้า แล้วก็ได้เสื้อกางเกงมาอีกอย่างละตัว

คนที่มีรับรู้ถึงโอกาสการทำธุรกิจ ค้าขายผ่านระบบออนไลน์จำนวนไม่น้อยที่สนใจ อยากเริ่มต้น ปัญหาอยู่ที่ว่าไม่รู้จะนับหนึ่งตรงไหน หรือมีข้อควรระวังอย่างไร ทรงยศ ถอดประสบการณ์ ประมวลเป็นคำแนะนำไว้ 8 ประการ คือ 1. มีความเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ 2. รักและชอบในสิ่งที่จะทำเป็นการ ค้าออนไลน์ เพราะเมื่อชอบก็จะมีความสุขและถนัด ไม่ค้าขายเพียงเห็นว่าคนอื่นขายดี 3. เรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นหัวใจของความสำเร็จ 4. เริ่มทำจากกิจการเล็ก ๆ ไม่ควรทำใหญ่เกินตัวตอนเริ่ม เพราะจะใช้เวลาและต้นทุนมากเกินไป 5. ทำไปเรียนรู้ไป 6. ควรลองเป็นผู้ซื้อออนไลน์ เพราะหากยังไม่กล้าซื้อผ่านออนไลน์ เราจะไม่มั่นใจกับการเป็นผู้ขายออนไลน์ 7. เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ เพราะรูปแบบการค้าออนไลน์พัฒนาอยู่ตลอดเวลา เช่นเมื่อก่อนจะใช้การส่งอีเมลโฆษณา แต่ปัจจุบันอาจผิดกฎหมาย หากทำไม่ถูกวิธี การจดทะเบียนการค้า การชำระเงิน และอื่น ๆ 8. คิดแล้วลงมือทำ เพราะการทำช้า ๆ อาจได้พร้าเป็นสนิม

สิ่งที่ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจการค้าขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ไม่ควรมองข้าม ก็คือในโลกการค้า มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จ และคนที่ก้าวพลาด กรณีนี้ ทรงยศ บอกว่าตัวอย่างของคนที่เผชิญปัญหาจนไม่สามารถผ่านช่องประตูความสำเร็จไปได้ มีไม่น้อย ซึ่งสรุปได้ว่ามาจากเหตุ 6 ประการ คือ

1. เจ้าของขาดความรู้ที่ถูกต้อง เพราะจ้างคนที่ไม่ใช่มืออาชีพทำเว็บไซต์และทำการตลาด
2. สินค้าและบริการไม่เหมาะสมที่จะมาขายผ่านออนไลน์
3. ไม่ได้วิเคราะห์คู่แข่งให้ดีพอ
4. ทำเว็บดูไม่น่าเชื่อถือ
5. ประชาสัมพันธ์น้อยเกินไป หรือไม่ ถูกวิธี
6. ทำไม่ต่อเนื่องและนานพอ

จากการติดตาม นักการค้าผ่านระบบออนไลน์ เฉพาะกลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะที่เข้าตลาดใหม่ ๆ หลายรายได้เกิดเพราะเริ่มต้นจากการใช้เวลาว่าง ศึกษา หาสินค้ามาจำหน่าย ส่วนใหญ่ทำด้วยความรัก และไม่ได้มีความรู้ทางด้านเทคนิคมากมาย แต่มอบความไว้วางใจกับบริการเว็บสำเร็จรูป โดยไม่ละเลยการฝึกอบรมความรู้ด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันแหล่งเรียนรู้สำหรับการค้า ออนไลน์ ตั้งแต่การเลือกบริษัทจัดทำเว็บไซต์ จะค้าขายกับใคร ส่งเสริมการขายวิธีไหน จะลงทุนโฆษณาควรทำอย่างไร ก็สามารถแสวงหาความรู้ได้ทางอินเทอร์เน็ต

หลายคนสร้างโอกาสให้ตนเอง และชุมชน ผลิตสินค้าใหม่ขึ้นมาจากที่ไม่เคยมีในท้องถิ่น ทั้งมีอีกไม่น้อยที่ฟื้นธุรกิจครอบครัว ที่กำลังมีปัญหา ให้กลับมาเติบใหญ่ได้อย่าง รวดเร็ว

บางคนกลายเป็นนักธุรกิจรายได้สูงลิ่วทั้ง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบเพียงแค่ไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ดี การค้าออนไลน์ กับการค้าในตลาดแท้จริงที่สัมผัสได้ มีความเหมือนประการหนึ่ง ก็คือ ต้องเผชิญอุปสรรคนานัป การ เล่ห์กลทางการค้า การลอกเลียน หรือการ ฉ้อโกง

ซึ่งต้องระวัง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าการตรวจสอบ และป้องกัน

ปัจจุบัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีระบบการจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเว็บไซต์ค้าขายนำเอาเลขทะเบียนขึ้นแสดงไว้ได้ เพื่อให้ผู้ซื้อมั่นใจว่ามีตัวตน โดยผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า ก็สามารถตรวจสอบชื่อผู้ประกอบการได้จาก e-Directory (อี ไดเร็กตอรี่) ของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ www.dbd.go.th ปัจจุบัน กรมฯยังจัดทำ "เครื่องหมายรับรอง" หรือ Trustmark (ทรัสต์มาร์ก) ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ให้กับเว็บไซต์ ที่ผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือแล้ว โดยบริษัทที่อยู่ในข่ายขอมีเครื่องหมายรับรองได้ จะต้องเป็นนิติบุคคล ที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และเป็นเจ้าของชื่อโดเมนนั้น ทั้งต้องมีคุณ สมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับการขอใช้เครื่องหมายรับรองฯ

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์จัดการข้อร้องเรียนด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญา, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมการปกครอง, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม, สมาคมธนาคารไทย, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการซื้อขายสินค้า และบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต

กรณีมีปัญหาหรือสงสัยต่อธุรกิจ หรือบริการ ก็สามารถร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th/complain/index.html หรือสามารถคลิกผ่านแบนเนอร์ บนเว็บไซต์หน่วยงานพันธมิตรทั้ง 10 หน่วยงานดัง กล่าวได้

วิกฤติทุกครั้ง ได้สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือมีช่องทางเล็ก ๆ ให้คนที่พลาด หาจังหวะฟื้นตัวเสมอ

ปี 2552 ที่เชื่อกันว่าแย่ ก็อย่าเพิ่งท้อ ขอให้ลองอีกครั้ง กับการค้าขายในโลก ออนไลน์ ที่ใคร ๆ ก็เริ่มต้นได้.
 
วีระพันธ์ โตมีบุญ
VeeraphanT@Gmail.com
 
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=186783&NewsType=1&Template=1


Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

ยิ้มใสๆ ในไวเนอรี่ กับ "นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี" นักปรุงไวน์หญิงไทยคนแรก

 
วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

ยิ้มใสๆ ในไวเนอรี่ กับ "นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี" นักปรุงไวน์หญิงไทยคนแรก


คอลัมน์ Exclusive Interview

โดย ณฐกร ขุนทอง


อายุ 21 ปีกับการเป็นไวน์เมกเกอร์หรือนักปรุงไวน์ที่ในเมืองไทยมีคนทำอาชีพนี้อยู่ไม่ถึง 10 คน ดูจะยังละอ่อน แถมจำนวนนั้นไม่มีผู้หญิง !

แต่สำหรับ "นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี" เธอได้ชื่อว่าเป็นสาวน้อยวัยใส หญิงไทยคนแรกที่ขึ้นทำเนียบไวน์เมกเกอร์ของบ้านเรา

เธอเป็นทายาทของวิสุทธิ์ โลหิตนาวี เจ้าของไร่องุ่นกรานมอนเต้ ในหุบเขาอโศก บริเวณเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่ผลิตไวน์คุณภาพดีจนรสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติอย่างยุโรป

ความสามารถของเด็กสาวคนนี้ไม่เพียงทำให้ DLife สนใจ หากการพูดคุยที่เกิดขึ้นยังทำให้ความหวังของประเทศที่ไม่น่าปลูกไวน์อย่างบ้านเราและละแวกใกล้เคียงมีความหวัง

เป็นความหวังที่คนทั้งโลกจะได้ชิมรสชาติใหม่ ไม่ใช่สไตล์โลกเก่า ไม่ใช่สไตล์โลกใหม่ แต่เป็นไวน์ "นิวละติจูด" !

"นิกกี้เป็นคนชอบต้นไม้ จนกระทั่งมาเริ่มไร่องุ่นก็ชอบเพราะเป็นองุ่นก็ต้นไม้ (หัวเราะ) พอไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย คิดอยู่แล้วว่าจะเรียนด้านปลูกองุ่นหรือทำไวน์ ก็เลยเรียนทั้งสองอย่างเลย (ยิ้ม) สมัยนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับทำไวน์เยอะมาก การทำไวน์ไม่ต้องใช้กำลังเหมือนสมัยก่อนที่ต้องคอยแบกถังโอ๊ก นับเป็นอาชีพที่ผู้หญิงก็สามารถทำได้แล้ว"

ปัจจุบันเธอบอกว่า ในแวดวงนักปรุงไวน์มีผู้หญิงเข้าไปทำงานตรงนี้มากขึ้น และมีแง่มุมที่ทำให้ผู้หญิงได้เปรียบขึ้นด้วย

"ในแวดวงของไวน์เมกเกอร์มีผู้หญิงมากขึ้น และผู้หญิงก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นด้วย เพราะจริงๆ แล้วในวงการยอมรับกันว่า ผู้หญิงประสาทรับรสดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้สำหรับการทำไวน์ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก"

นิกกี้เลือกลิขิตทางเดินชีวิตเอาไว้กับไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา เธอว่า...เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเมื่อปลายปีที่แล้วเอง เรียนจบจากคณะ Viticulture and Winery มหาวิทยาลัยอะดิเลดแห่งออสเตรเลียใต้ จากนั้นก็เริ่มทำงานเลย ไม่มีเวลาว่างไปเที่ยวไหน เริ่มยุ่งทันที อยู่ที่นี่ (เขาใหญ่) ซะส่วนใหญ่ เพราะต้องเซตอัพ

ไวเนอรี่ คุณพ่อสั่งเครื่องมือจากประเทศเยอรมนีมา 4-5

คอนเทนเนอร์ เราต้องมาคอยดูว่า ถังจะวางตรงไหน จัดระเบียบ เราก็จัดเอาถังทั้งหมดประมาณ 20 กว่าใบเข้าไปในไวเนอรี่ภายใน 3 วัน นิกกี้ว่าไม่มีใครสร้างไวเนอรี่ได้เร็วขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วก็จัดอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ทั้งในไวเนอรี่ ในแล็บ แล้วเริ่มตัดองุ่น นิกกี้ดูตั้งแต่การเก็บองุ่น บีบน้ำ หมัก จนเสร็จกระบวนการ

"ไวเนอรี่ของเราลงทุนไปเยอะ รวมทุกอย่างไม่นับที่ดินประมาณ 30-40 ล้านบาท ตั้งเป้าสูงสุดเอาไว้ที่ 100 ตัน/ปี เพราะมีองุ่นต้นเล็กๆ ยังโตไม่เต็มที่ ตอนนี้เก็บได้ 60 กว่าตันต่อปีแล้ว ซึ่งการผลิต 100 ตันจะได้ไวน์ประมาณ 1 แสนขวด ราคาเฉลี่ยของเราประมาณ 800-1,000 บาทต่อขวด ซึ่งนอกจากในเมืองไทยเราก็ดูเรื่องการส่งออกด้วย ทั้งแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย"

...เป้าหมายของเราคือตลาดคุณภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการไวน์ที่มีคุณภาพและราคาค่อนข้างสูง

แต่นิกกี้บอกว่า หลักใหญ่ๆ กรานมอนเต้ของเธอยังเน้นตลาดในเมืองไทยมากกว่า เพราะยามนี้คนไทยสนใจดื่มไวน์กันมากขึ้น ซึ่งเธอต้องทำให้คนหันมาสนใจไวน์ของเธอมากขึ้นเช่นกัน ในฐานะที่เธอเป็นนักปรุงไวน์ที่ต้องปรุงแต่งรสชาติให้ถูกปาก

"แม้อุตสาหกรรมไวน์ในบ้านเราจะเล็ก แต่นิกกี้คิดเอาไว้

ตั้งแต่เริ่มไปเรียนแล้ว นิกกี้หวังว่าการเรียนของนิกกี้จะเรียนเพื่ออยากนำความรู้กลับมาพัฒนาไวน์ในบ้านเรา และทำให้ไวน์ไทยเติบโตเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก !"

เป็นความมุ่งมั่นของนักปรุงไวน์ วัย 21 ที่กำลังทุ่มเทชีวิตเพื่อความฝันที่ตั้งไว้ ทุกวันนิกกี้จึงอยู่กับไร่องุ่น สัมผัสองุ่น ชิมองุ่น และปรุงไวน์

...การเป็นไวน์เมกเกอร์ของนิกกี้ ชีวิตจะเริ่มตั้งแต่ในไร่องุ่น เวลาองุ่นจะสุก ไวน์เมกเกอร์ต้องคอยเดินชิมว่าองุ่นพร้อมเก็บเมื่อไร และต้องคอยเช็กความหวานด้วย เพราะความหวานจะบอกได้ว่าระดับแอลกอฮอล์ที่ทำออกมาจะเป็นเท่าไร ต้องคอยชิมรสชาติว่าเข้มข้นพอทำไวน์ได้หรือยัง คอยบอกปริมาณการเก็บองุ่นว่าวันนี้ตัดเท่าไร แล้วจะเข้าสู่กระบวนการต่างๆ จนเป็นขวด

"ปริมาณไหนความหวานขององุ่นในการทำไวน์คือสิ่งสำคัญ เพราะทำให้เราปรุงไวน์ได้ อยากได้ไวน์สไตล์ไหนขึ้นอยู่กับความสุกงอมขององุ่นนี่แหละ อย่างไวน์ออสเตรเลียจะออกหนัก รสชาติเข้มข้น ก็ต้องเก็บองุ่นตอนที่ปริมาณน้ำตาลประมาณ 25 บริก เพราะจะเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์ได้ 14 เปอร์เซ็นต์ องุ่นจะมีสภาพเหี่ยวๆ รสชาติจะเยอะ ส่วนไวน์สไตล์ของเรา นิกกี้ปรุงให้ออกฟรุตตี้ ดื่มง่ายหน่อย ไม่หนักมาก องุ่นที่เราเก็บจึงไม่เน้นให้เข้มข้นเกินไป"

...ไวน์อาจขึ้นกับบุคลิกคนทำก็จริง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ไวน์เมกเกอร์ต้องคำนึงถึงเวลาทำไวน์ก็คือ ต้องทำไวน์ที่คนดื่มต้องการ บางครั้งแค่ฝันว่าอยากทำโน่นทำนี่ แต่ทำออกมาไม่มีคนดื่ม ไวน์นั้นก็ไม่มีความหมาย !!! อย่างคนไทยจะชอบดื่มไวน์ที่มีรสชาติติดหวานนิดหนึ่ง จะมีไวน์บางรุ่นที่ออกแนวนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายสไตล์ตามความต้องการของคนดื่มเอาไว้ด้วย

เธอบอกว่า แม้เมืองไทยจะมีอากาศร้อน แต่ตรงหุบเขาอโศกอันเป็นที่ตั้งของไร่องุ่นเธอนั้นกลับมีทำเลที่เหมาะเหม็ง

"อากาศเป็นอุปสรรคที่สำคัญเหมือนกัน แต่ที่ที่เราอยู่อากาศดีเหมาะกับการปลูกองุ่นมาก เทียบกับไร่พีบีวัลเล่ย์แล้ว เขาฝนตกมากกว่าเรา ของเราฝนตกน้อยกว่าเพราะมีภูเขาบัง อากาศจะเย็นๆ ไม่ร้อนมาก ร้อนสุดประมาณ 30 กว่าองศา กลางคืนประมาณ 20 องศา ความแตกต่างของอุณหภูมิทำให้ดีกับองุ่น ซึ่งการปลูกองุ่นเราอาจจะเจอโรคแมลงบ้าง แต่เราเริ่มรู้จักวิธีการจัดการให้ทันต่อโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น"

...สำหรับวงการไวน์เมืองไทยในสายตาของนิกกี้ ตอนนี้มีอุปสรรคทางด้านภาษีและการโฆษณาที่ยากมาก ทำให้ปวดหัวนิดหน่อย แต่ชาวต่างชาติพวกที่อยู่ในวงการต่างประเทศ เริ่มรู้จักไวน์ไทยแล้ว ถึงเราจะเป็นอุตสาหกรรมที่เล็ก แต่เราทำไวน์เริ่มต้นได้ดี อย่างประเทศอื่นๆ ใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีกว่าไวน์เขาจะเป็นที่รู้จัก เราถือว่าเราทำได้ดีมากแล้ว ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมาก เทคโนโลยีของเมืองไทยยังไม่เยอะก็จริง แต่ทำไวน์คุณภาพได้ขนาดนี้ถือว่าดีแล้ว นิกกี้คิดว่าต่อไปถ้ามีการนำเทคโนโลยีมาใช้ และมีการนำความรู้ด้านนี้มาใช้มากขึ้น เมืองไทยจะทำไวน์ได้ดีมากประเทศหนึ่งของโลก

เมืองไทยจะเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าผลิตไวน์ได้ดีในสไตล์ไวน์โลกใหม่ที่วงการนี้เขาพากันเรียกว่า "นิวละติจูด"

"ไวน์ในเมืองไทยจะเป็นไวน์โลกใหม่ที่เราจะเรียกว่า...นิวละติจูด... หมายถึงว่าปกติสถานที่ปลูกองุ่นสำหรับทำไวน์จะอยู่ในพื้นที่ 30 องศาเหนือ จึงถูกจัดเป็นไวน์โลกเก่า ส่วนโลกใหม่...นิวละติจูด...จะอยู่ระหว่าง 30 องศาเหนือและใต้ จะเป็นโซนที่เขาเคยเชื่อว่าปลูกองุ่นทำไวน์ไม่ได้ มีทั้งไทย อินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย"

...ต่อไปนิกกี้จะทำไวน์สไตล์อื่นๆ ขึ้นมาด้วย ปีนี้เราจะเริ่มทำโรเซ่แล้ว ปีหน้าอาจจะทำเซาเทิร์นไวน์ ปีถัดไปหรืออาจจะรอให้เครื่องมือพร้อมก่อน จะเปลี่ยนรูปแบบขวดและฝาขวดใหม่ ตอนนี้ไวน์ไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในไม้ก๊อก ยกเว้นสยามไวน์เนอรี่เป็นแบบฝาเกลียวแล้ว ของเราจะทำครึ่งๆ เพราะฝาเกลียวจะเก็บรสชาติได้ดีกว่า ซึ่งนิกกี้อยากเปลี่ยนมาเป็นฝาเกลียว เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งนะ เพราะว่าเมืองไทยยังไม่ค่อยยอมรับฝาเกลียว คงต้องค่อยๆ ให้ความรู้คนดื่ม เพราะคนจะรู้สึกว่าไวน์ฝาเกลียวไม่มีเทรดิชั่นในการเปิดและการดื่ม

สายตาของเด็กสาวนักปรุงไวน์ดูมุ่งมั่น และมีไฟฝันเต็มเปี่ยมที่จะเดินต่อไปบนเส้นทางนี้

เธอว่าชีวิตนี้คงไม่เบื่อการชิมไวน์ง่ายๆ แต่ถ้าเป็นการทานองุ่นละก็ไม่แน่

"ถ้าวันไหนไปนั่งทานอาหารแล้วมีองุ่นด้วย ก็คิดนิดหนึ่ง... เพราะเห็นมาทั้งวันแล้ว คงไม่ทานแล้วล่ะ (หัวเราะ)" :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 13
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02dlf10040552&day=2009-05-04&sectionid=0225
 


Hotmail® has ever-growing storage! Don't worry about storage limits. Check it out.

หยดฝนกับใบบัว

 
วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

หยดฝนกับใบบัว


คอลัมน์ Dejavu

โดย สุมิตรา จันทร์เงา


ถือเป็นโชคของฉันที่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น

เมื่อนักเล่านิทานที่เชี่ยวชาญเอกอุสองคนอยู่บนเวทีเดียวและช่วยกันเล่านิทาน

คนหนึ่ง เล่าด้วยใบหน้า น้ำเสียง และลีลาของนักเล่าเรื่อง ที่อ่อนหวานพลิ้วไหว ให้อารมณ์และบรรยากาศสอดคล้องไปกับเรื่องราวในหนังสือ เหมือนมารดาผู้ปรานีกำลังกล่อมให้ลูกน้อยนอนหลับสบายด้วยนิทานก่อนนอนของเธอ

คนหนึ่ง เล่าด้วยภาพที่แปรจินตนาการในตัวอักษรออกมาเป็นรูป ผ่านเส้นสายลายสีบนกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ เขาลากสีไปพร้อมโยกตัวซ้ายขวาขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ เหมือนกำลังเต้นรำตามบทเพลงที่ส่งเสียงร้องอยู่ภายใน สีหน้าของเขาเอิบอิ่มเป็นสุขอยู่กับงานที่ทำ

คนหนึ่งนั้นคือ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ นักเขียน นักเล่านิทาน เจ้าของเรื่อง

RAINDROP AND LOTUS LEAF อีกคน คือ เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินที่เชี่ยวชาญศาสตร์และศิลป์หลายแขนง ทั้งการเขียนรูป เขียนเรื่อง ร่ายคำ ฟ้อนรำ และเล่าเรื่องหลากแบบ เขาเป็นคนแปลนิทานเรื่องนี้เป็นภาษาไทยในชื่อ หยดฝนกับใบบัว และใช้ภาพเขียนของเขาเล่าเรื่องประกอบเสียงของคุณหญิงจำนงศรี ในงานไทเปบุ๊กแฟร์ 2009

คนเล่า เล่าด้วยเสียง ร่ายคำภาษาอังกฤษชัดถ้อย สวยงาม เป็นจังหวะ บางคราวก็เนิบช้า บางเวลาก็เร่งเร้าฮึกเหิมตามอารมณ์นิทาน สะกดคนฟังรายรอบอาณาบริเวณให้นิ่งงัน

คนเขียน เขียนเส้นปราดเปรียวเป็นรูปใบบัวสีเขียวระหว่างเรื่องเล่าดำเนินไป...



ฝนตกหัวค่ำ ทิ้งหยดน้ำใหญ่บนใบบัว

หยดฝน เทิ้มสั่นในแสงดาวสลัวทั้งคืน

ลมราตรีโบกไกวก้านบัว หยดฝนกลิ้งตัวดุจน้ำตาหมองต้องขัง

หยดฝนหวาดกลัวจนใบบัวรู้สึก...



"ฟังแมลงขยับปีกกรีดเสียงสิ" ใบบัวปลอบโยนฝนให้พ้นหวาดหวั่น

"ใบไม้ช่างจำนรรจ์ชอบซุบซิบกับสายลมค่ำคืน อึ่งอ่างครางเสียงอ้วนๆ ขับความเงียบ..."

ลมราตรีพัดผ่าน บัวขืนก้าน พยุงหยดฝนไม่ให้หล่นร่วงจากขอบเขียวสู่น้ำเบื้องล่าง

หยดฝนฟังเสียงกลางคืน ซึ่งเธอเพิ่งเคยได้ยิน...

ใบบัวสัมผัสรู้ถึงความสุขผสานความเบิกบานของหยดน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มพูน



หยดฝนลืมความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เริ่มส่งแสงแผ่ววาวเมื่อฟ้าดำคล้ำคลาย

พลางสะเทิ้นอายยามได้เห็นรุ่งอรุณจุมพิตขอบฟ้า

ดอกบัวพากันตื่น แย้มกลีบด้วยลีลาสีชมพู คลายสู่สีขาว

เจ้าใบบัวอ่อนเริ่มกังวล รู้ว่ารุ่งอรุณนุ่มนวลเบิกบาน

ส่วนสนธยานั้นอ่อนโยนแกมหม่นเศร้า แต่กลางวันยาวนาน...

เที่ยงวันจะผลาญเผา มวลไม้กระหายหิวความชุ่มฉ่ำล้ำค่า

แม้ไร้ประสบการณ์ ใบบัวก็มั่นใจว่าเหตุร้ายจะเกิดกับน้ำหยดนั้น



ตะวันสูง หยดฝนใส ประกายกล้า ดั่งวิญญาณแก้วเก้า

ใบบัวเฝ้าเพ่งมอง ตะวันยิ่งสูง หยดน้ำยิ่งสวย

ดื่มด่ำรังสีสว่างไสว สะท้อนสีพริ้งพราย ร่ายรำบนบัวที่แกว่งใบไกวลม

ตะวันลอยดวงสูงขึ้นทุกที ใบบัวเศร้า...แสงแดดแผดร้อน ทรงพลัง



หยดฝนงามเรืองรองดุจสีแสงส่องจากภายใน ยิ่งงามขึ้นเท่าใด เธอก็ยิ่งเล็กลง

เจ้าใบบัวยังคงจ้องมองหยดน้ำดุจเพชรเม็ดน้อย แต่ก็ยังเปล่งแสงจนไม่มีอะไรเหลือหลง



เวลาผ่านเลย ใบบัวคุ้นเคยกับลมฝนและแสงตะวันยังเพียรรองรับหยดฝน

บางหยดระเหยหายในแดดจ้า บางหยดหล่นร่วงลงบึงล่าง ล้วนใสสดงดงาม

แต่หยดไหนไม่แม้นเหมือนหยดแรกเลยสำหรับเขา

อรุณกับสนธยารู้ว่าใบบัวเฝ้าคอย น้ำฝนหยดฝัน ที่ไม่มีวันหวนคืน

"แม้หมื่นล้าน ก็คงมีเพียงหนึ่ง" รุ่งอรุณอ่อนหวาน ผู้รู้จักดอกใบสรรพชีวิตทั้งหลายเอ่ยคำ

สนธยาขานรับอึมครึมขมัว"



ภาษากวีแสนงามของคุณหญิงในวันนั้นถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเขียนใบบัวผู้ต่อสู้สุดชีวิตที่จะรักษาหยดฝนหยดแรกที่ระเหิดหายไปกับแสงตะวันเริง

โลกนี้ยังหิวกระหายบทกวีและนักเล่านิทาน :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 21
 
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02dlf22040552&day=2009-05-04&sectionid=0225


Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

โอกาสและความอยู่รอด ของ "พีซีโลคอลแบรนด์"

 
วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

โอกาสและความอยู่รอด ของ "พีซีโลคอลแบรนด์"


จากมติ ครม.เมื่อ 21 เมษายน 2552 ในกรณีให้หน่วยงานราชการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศหรือเป็นกิจการของคนไทย แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าไม่มีอะไรใหม่ และจะมีหน่วยงานราชการสักกี่แห่งที่จะจริงจังกับการปฏิบัติตามมติ ครม.ครั้งนี้

แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการพีซีโลคอลแบรนด์นั้น ถือว่าเป็นการต่อลมหายใจให้กับพีซีแบรนด์ไทยอย่างดี

"ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มติ ครม.ที่ออกมาเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการพีซีโลคอลแบรนด์ให้สามารถเข้าประมูลโปรเจ็กต์ของหน่วยงานราชการมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่มติ ครม.ออกมาแล้วทุกหน่วยงานจะรับปฏิบัติอย่างแข็งขัน แต่ผู้ประกอบการจะต้องออกแรงในการเข้าไปทำความเข้าใจกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อที่จะเปิดช่องให้โลคอลแบรนด์มีโอกาสเข้าร่วมประมูลด้วย

และหมายความว่าหากหน่วยงานราชการไหนมีการออกทีโออาร์ที่ปิดกั้นโลคอลแบรนด์ ผู้ประกอบการก็ยังสามารถที่จะใช้มติ ครม.ดังกล่าวไปเรียกร้องได้ อย่างน้อยก็ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไม่กล้าที่จะออกทีโออาร์ที่กีดกันสินค้าไทยอีกต่อไป

"อย่างน้อยในปีงบประมาณ 2553 การออกทีโออาร์ของหน่วยงานราชการต่างๆ ก็ควรจะเปิดโอกาสให้พีซีโลคอล แบรนด์ได้ มีโอกาสเข้าร่วมการประมูลด้วย" นายภานุวัฒน์กล่าวและว่า

สำหรับกลุ่มโลคอลแบรนด์ที่ยังแข็งแรงนั้นเหลืออยู่ไม่กี่ราย อาทิ สุพรีมฯ, เอสวีโอเอ และเอ็มพีพี เพราะส่วนใหญ่ก็ถอดใจไปเป็นตัวแทนจำหน่ายอินเตอร์แบรนด์เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการเข้าประมูล ที่ผ่านมา สถานการณ์ของโลคอลแบรนด์ค่อนข้างลำบาก ส่วนหนึ่งเพราะโน้ตบุ๊กกินส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 50% ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊ก โลคอลแบรนด์ก็เข้าไปแข่งขันยาก ตลาด พีซีตั้งโต๊ะก็เล็กลง และตลาดหลักของโลคอลแบรนด์ก็คือราชการ โดยเฉพาะในภาคการศึกษาเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโลคอล แบรนด์ที่คงอยู่ในตลาดเวลานี้ ถือว่าเป็นของจริงที่มีจุดแข็งที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการเซ็กเมนเตชั่นตลาด นายภานุวัฒน์กล่าวว่า การเข้าโปรเจ็กต์ราชการของสุพรีมฯจะโฟกัสที่โปรเจ็กต์ขนาดไม่เกิน 100 เครื่อง เพราะเป็นขนาดที่ทำให้เรามีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ เพราะด้วยราคาโลคอลแบรนด์ดีกว่าอินเตอร์แบรนด์อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ บริษัทแม่ก็มักจะโดดเข้ามาซัพพอร์ตทำให้ได้ต้นทุนราคาที่ดีกว่าโลคอลแบรนด์

ขณะเดียวกันโลคอลแบรนด์จะมีความยืดหยุ่นในแง่ของสเป็กที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ คือถ้าสเป็กไม่ได้อยู่ในไลน์การผลิตปกติก็สามารถที่จะ build to order ได้ แต่ในแง่ของอินเตอร์แบรนด์จะทำไม่ได้

จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีเซ็กเมนต์ตลาดที่ตัวเอง "แข็ง" ประกอบกับต้องมี "คุณภาพ" ของสินค้าและบริการ

ถ้าผู้ประกอบการไม่มีเซ็กเมนต์ที่ตัวเองแข็งแรง แล้วใช้วิธีการดัมพ์ราคาแข่งเพื่อให้ได้งานอย่างเดียว ก็ต้องทำราคาให้ถูกที่สุดอย่างเดียว โอกาสอยู่รอดก็ยาก

อย่างไรก็ตาม ตลาดของโลคอลแบรนด์และเครื่องประกอบ (ดีไอวาย) ส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างจังหวัด

โดยในส่วนของสุพรีมฯจะมีจุดแข็งในตลาดการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนระดับประถมและมัธยมในสังกัด สพฐ. ซึ่งปีนี้มีการจัดซื้อทั้งหมดประมาณ 12,000 เครื่อง เป็นการกระจายการจัดซื้อของแต่ละโรงเรียน ในส่วนของสุพรีมฯก็ได้โครงการมาประมาณ 4,000-5,000 เครื่อง และปีนี้บริษัทก็ขยายตลาดเข้าไปในระดับปริญญาตรีในกลุ่มสถาบันราชภัฏและราชมงคล

นอกจากนี้บริษัทยังชนะประมูลโครงการศูนย์ไอซีทีชุมชน 100 แห่งของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มูลค่า 45.9 ล้านบาท ทำให้ไตรมาสแรกที่ผ่านมาสุพรีมฯทำยอดขายได้ประมาณ 300 ล้านบาท จากปี 2551 บริษัทมียอดขายทั้งปี 400 ล้านบาท

"ปีนี้ทำได้ดี เป็นผลจากที่บริษัททำการบ้าน 2 ปีก่อน คือเดิมราชการก็มองว่าเครื่องโลคอลแบรนด์มีปัญหา คุณภาพสู้อินเตอร์แบรนด์ไม่ได้ บริษัทก็เข้าไปพูดคุยแล้วก็เสนอให้คอมพิวเตอร์ไปทดลองใช้ ก็ทำให้หลายหน่วยงานยอมรับและเปิดกว้างสำหรับโลคอลแบรนด์ ทำให้กล้าเขียนสเป็กที่เปิดโอกาสให้โลคอลแบรนด์มากขึ้น"

ด้าน "ประทีป เอื้อศักดิ์เจริญกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมโทร โปรเฟสชั่นแนล โปรดักส์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ "เอ็มพีพี" กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทจะเน้นจุดแข็งในส่วนของตลาดเซิร์ฟเวอร์ แต่ช่วง ที่ผ่านมาก็ขยายไปทำตลาดเครื่องอินเตอร์แบรนด์มากขึ้น แต่ก็เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น การที่รัฐบาลมีนโยบายให้ซื้อสินค้าไทยถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่จะยืนระยะยาวได้ต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด คือการสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องผลักดันให้อุตสาหกรรมโลคอลแบรนด์เข้มแข็ง เพื่อให้ผู้ประกอบการ อยู่รอด

อย่างไรก็ตาม ถ้านโยบายไม่ถูกกระตุ้นให้นำมาใช้ก็ไม่ออกดอกออกผล ดังนั้นจะต้องมีแผนงานตามมาอีกหลายขั้นตอน

หน้า 24
 
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02com03040552&day=2009-05-04&sectionid=0209


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

"web analytics-นิวมีเดีย" บทบาทของนักวางกลยุทธ์ในโลกไซเบอร์

 
วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

"web analytics-นิวมีเดีย" บทบาทของนักวางกลยุทธ์ในโลกไซเบอร์


สัมภาษณ์


ความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่บนโลกไซเบอร์สเปซทำให้โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแคบลงถนัดตา มีข้อมูลความรู้มากมายให้ค้นหาได้ฟรีๆ และทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันสะดวกสบายและประหยัดขึ้นมาก

กับอีกบทบาทในฐานะ "สื่อใหม่" ที่น่าจับตามองจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนในโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บบอร์ด, บล็อก และ social networking

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาแห่งวิกฤตที่ทุกบริษัทท่องคาถารัดเข็มขัดตัด ค่าใช้จ่ายองค์กรกันอย่างขมีขมัน

ด้วยว่ามี "ต้นทุนต่ำเป็นจุดขายจุดแข็งที่ชัดเจน แต่จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าแค่ไหนไม่ง่ายนัก"

"ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ "นิรันดร์ ประวิทย์ธนา" senior web analyst ของแม็คซิออนส์ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาด new media โดยเฉพาะ หลังจากเป็นคนไทยคนแรกที่ผ่านการทดสอบจนได้รับใบประกาศ "Analytics Qualified Individual" จากกูเกิล

- งานของที่ปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์ นิวมีเดีย

ทีมงานของ MAXIONS แบ่งออก เป็น 3-4 ทีม มีทีมวางกลยุทธ์การตลาด ทีมสำรวจตลาด และวิจัย ทีมโปรดักต์ ก็จะนำข้อมูลที่ได้มาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลูกค้า โดยทีมโปรดักต์พัฒนาโซลูชั่นให้ลูกค้า ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาต้องการใช้ สื่อแนวใหม่ หรือ new media มาทำการตลาดให้ ซึ่งมีหลายระดับ บ้างยังไม่มีเว็บไซต์ของตนเอง บางส่วนก็มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้วางกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย

- ไม่ใช่แค่เว็บดีไซน์

มักมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่เว็บดีไซน์ จริงๆ เป็นมากกว่านั้น คือเป็นการใช้ไอทีเข้าไปเก็บข้อมูลของลูกค้าในเว็บไซต์ แล้วนำมาสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่แต่ละบริษัทตั้งไว้

เดิมนักการตลาดจะสำรวจข้อมูลของลูกค้าด้วยแบบสอบถาม บางทีรุกเข้าไปถามแบบ hardcore ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูกคุกคามทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพฤติกรรมจริงๆ ของลูกค้า หรืออาจตอบเพื่อให้จบๆ ตอบเพื่อให้ดูดี หรือตอบเพราะเกรงใจ

ขณะที่ web analytics เป็นเครื่องมือใหม่ที่เข้ามาแทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิมๆ โดยจะเก็บพฤติกรรมของผู้บริโภค ตั้งแต่เข้าเว็บไซต์ จำนวนครั้ง จำนวนหน้า ความสนใจ ระยะเวลา รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่จะนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการให้เหมาะกับผู้บริโภคมากขึ้นได้

ที่น่าสนใจและจำเป็นในการวางกลยุทธ์การตลาด คือ ข้อมูลเบื้องต้นหรือ profile และพฤติกรรมของลูกค้า เพราะจะนำไปสู่การจัดกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา การทำ social networking และกิจกรรมตลาดต่างๆ

web analytics ยังประเมินผลได้ทั้งหมดว่า คนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมรับ ข่าวสารจากสื่อประเภทไหน แต่ละกลุ่มมี ผลตอบรับต่างกันหรือไม่อย่างไร กลายมาเป็นลูกค้าจริงๆ

กี่เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ที่ผนวกสื่อออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

- ไม่ได้เลิกใช้สื่อเดิม

เรายืนยันมาตลอดว่าไม่ได้ต้องการให้ลูกค้าทิ้งสื่อออฟไลน์แล้วโยกมาที่นิวมีเดียทั้งหมด เพราะตลาดไทยยังไม่ถึงเวลา

- ไม่ได้ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

web analytics ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจทุกกลุ่มเป้าหมาย แต่เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของ net user หรือต้องการดึงกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น

อย่างกรณีของบ้านพฤกษาลูกค้าของเรา ลูกค้าบ้านพฤกษาส่วนใหญ่ไม่ใช่ net user แต่บริษัทต้องการผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาในนิวมีเดียมากขึ้น จึงสร้างกิจกรรมบนเว็บ เช่น ให้ส่วนลดพิเศษกับคนที่เข้ามาลงทะเบียนในเว็บ ทั้งยังปรับงบฯการตลาดโดยตัดงบฯโฆษณาในสื่อเดิมมาลงกับโฆษณา และการสร้างกิจกรรมบนนิวมีเดียมากขึ้น

ถือเป็นเทรนด์ที่หลายบริษัททำในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ก็ใช้งบฯกับนิวมีเดียเยอะมาก

- การเข้าถึงเน็ตของไทยยังมีปัญหา

ตอนนี้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของไทยดีขึ้นมาก ราคาก็ถูกลงมาก ส่งผลให้ผู้ใช้มีมากขึ้น แม้คุณภาพจะยังไม่ดีนัก แต่ทิศทางต่อไปดีขึ้นแน่นอน Wi-Fi ก็ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ Wi-Max 3G กำลังมา ทำให้ข้อจำกัดต่างๆ จะน้อยลง เปิดโอกาสให้ ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้ามาใช้งานได้จึงถือเป็นโอกาส

- ลักษณะการเก็บข้อมูลลูกค้าทำอย่างไร

เก็บข้อมูลและพฤติกรรมผ่านการใช้งาน ของเว็บไซต์ ซึ่งไม่เป็นการคุกคามหรือทำให้ลูกค้ารำคาญ แต่เก็บข้อมูลได้ละเอียด และวัดการตอบสนองกับสินค้าได้ทันที หลายครั้งทำให้เห็นช่องทางหรือผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงว่ามีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ ซึ่งถ้าเก็บข้อมูลจากการใช้แบบสอบถามจะไม่พบ

เครื่องมือในการทำ web analytics เราใช้ของกูเกิล เขาเป็นผู้นำในตลาดนี้ ซึ่งมีทั้งแบบที่เปิดให้ใช้ฟรี และที่ต้องเสียเงิน แต่การใช้งานจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานความรู้ด้านไอทีและมาร์เก็ตติ้งควบคู่กัน

เรื่อง web analytics กูเกิลเปิดหลักสูตรให้เรียนฟรีทางออนไลน์ เมื่อจบคอร์สก็เปิดให้สอบ ถ้าสอบผ่านก็จะได้ใบประกาศรับประกันว่ามีความรู้เรื่อง web analytics ในระดับดี เพิ่งจัดสอบรุ่นแรกเดือน มี.ค.มีผมเป็นคนไทยคนเดียวที่สอบได้

- ต่างกับ Google AdWords

Google AdWords เป็นการทำอย่างไรจะให้กูเกิลเซิร์ชเจอ ซึ่งจำเป็นมากเพราะความสามารถในการจดจำแบรนด์ของคนในยุคนี้น้อยลงมาก เนื่องจากมีแบรนด์ในตลาดเยอะมาก จนกลายเป็นวิกฤตในการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้คนที่กำลังต้องการซื้อของได้เจอข้อมูล ได้เจอของที่ต้องการ เพิ่มโอกาสในการขาย ซึ่งคนไทยที่สอบได้ใบประกาศ adwords ของกูเกิลมีเยอะมาก

แต่การจะพัฒนาเข้ามาทำ web analytics ต้องอาศัยความรู้ด้านไอทีและมาร์เก็ตติ้งในระดับที่สูงกว่า web analytics จะครอบคลุมมากกว่า คือทำอย่างไรให้คนกลับมาใช้งานซ้ำ ให้คนรู้จักมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้งานตามเป้าหมายเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจที่สูงสุด

ขณะเดียวกันก็ประเมินทุกสิ่งทุกอย่างในงบฯการตลาดว่าได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ มีลูกค้ากลับมามากน้อยแค่ไหน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อยอดหาจุดอ่อนจุดแข็งเพื่อปรับเปลี่ยนคอนเทนต์หรือโปรโมชั่นให้โดนใจขึ้น

- มีกรณีที่เห็นผลชัดเจนหลังทำ web analytics แล้ว ?

กรณีของพฤกษา เรียลเอสเตท เดิมมีคนเข้าเว็บ 3-40,000 คนต่อเดือน แต่มาดูโครงการแค่ 1-200 คนเท่านั้น แต่พอใช้ web analytics ค้นหาว่าจำนวนคนที่เข้าเว็บหายไปในจุดไหนบ้าง เหตุใดคนจึงไม่เข้าไปดูโครงการ แล้วนำมาพัฒนาระบบเว็บไซต์ใหม่ให้ลูกค้าสะดวกขึ้น สร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจมากขึ้น เช่น ในส่วนของ contact ก็ปรับให้อยู่ในจุดที่คนเห็นและดึงดูดให้น่าสนใจมากขึ้น สามารถขอใบราคา นัดหมายเข้าดูโครงการผ่านเว็บก็ปิดการขายได้มากขึ้น ถือว่า บรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้ลูกค้านัดเข้าไปดูโครงการมากๆ เพราะเชื่อว่ายิ่งมีข้อมูลมาก ได้เห็นของจริง ลูกค้ายิ่งตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งสื่อแบบออฟไลน์ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ดึงดูดให้คนซื้อได้มากเท่าสื่อแบบออนไลน์

จุดเด่นของ web analytics คือการใช้ข้อมูลสถิติด้านไอทีมาวิเคราะห์และสร้างกลยุทธ์ตลาดได้ พร้อมกับปรับเปลี่ยนจุดอ่อนที่พบได้ทันที

เป็นการสร้างโซลูชั่น สร้างเครื่องมือในการวิเคราะห์การตลาด พร้อมกับดูแลลูกค้า ซึ่งไม่ได้ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อปิดจุดอ่อนอยู่ตลอดเวลา

งานของเราต้อง plan-do-check-action ตลอดเวลา เรียกว่าเป็น web life cycle management

- การใช้นิวมีเดียในปัจจุบันเป็นอย่างไร

คนไทยทำนิวมีเดียแบบผิดๆ คิดแต่ว่า คือการนำแบนเนอร์ไปติดในเว็บไซต์ดังๆ ที้งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมองแบนเนอร์น้อยมาก ไม่ถึง 0.5% ออกจะรำคาญด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับการใช้ social networking ก็ยังเป็นการหว่านไปทั่วจนกลายเป็น junk สร้างความรำคาญกับผู้บริโภคทำให้เป็น ผลลบต่อแบรนด์ของตัวเองด้วย

จริงๆ แล้วนิวมีเดียมีอะไรให้เล่นเยอะ ปัจจุบันผู้บริโภคยินดีที่จะเชื่อข้อมูลจริงในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น พลังของการบอกต่อๆ กันก็มีอยู่มาก มีการตามไปกินไปเที่ยวไปดูหนังตามที่ในบล็อกบอกไว้

การบอกต่อได้ผลมากกว่าการลงโฆษณาเพราะสังคมในเน็ตจะพูดต่อๆ กันกระจายเป็นฟอร์เวิร์ดเมล์ อาจทำให้บางบริษัทไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาเพราะกลัวว่าถ้าเข้ามาแล้วจะกลายเป็นเป้าให้โจมตีก็มี จริงๆ ถ้าไม่เข้ามาอีกไม่นานก็จะกลายเป็นมีความเสี่ยงสูงในการทำธุรกิจอยู่ดี

การเข้ามาในนิวมีเดีย แม้อาจเกิดกระแสโจมตีได้แต่ก็มีทางออกคือทำสินค้าให้ดี มีข้อผิดพลาดก็ต้องออกมารับผิดชอบ แม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ในทันทีก็ช่วยลดความรู้สึกแย่ๆ ของลูกค้าได้

การใช้นิวมีเดียในเมืองไทยเพิ่งเริ่มต้น ต่างจากในต่างประเทศที่มีความเข้าใจ และใช้งบกับนิวมีเดียมากแล้ว จนอาจเป็นยุคที่สื่อดั้งเดิมกำลังจะตาย แต่ในบ้านเราเองยังฟันธงไม่ได้ว่าจะได้รับความนิยมเท่าในต่างประเทศเมื่อใด แต่เศรษฐกิจแบบนี้ การทดลองแบ่งงบประมาณที่มีมาลงทุนด้าน นิวมีเดียสัก 10% มาลงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ทั้งสามารถประเมินผลตอบรับได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

หน้า 24
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02com01040552&day=2009-05-04&sectionid=0209

Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

แก้วิกฤตล้นตลาด...สู่แปรรูป สละไร้เมล็ด "บรรจงฟาร์ม BJF"

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

แก้วิกฤตล้นตลาด...สู่แปรรูป สละไร้เมล็ด "บรรจงฟาร์ม BJF"


โดย อรวรรณ สัตตะ


เมื่อเห็นผลไม้ชนิดไหนราคาดี เกษตรกรเมืองจันท์ก็แห่แข่งกันปลูก เงาะราคาดีก็ปลูกเงาะ ทุเรียนราคาดีก็ปลูกทุเรียน สุดท้ายก็เจอปัญหาที่แก้ ไม่ตก คือผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งปุ๋ย น้ำมันราคาแพง ค่าแรงก็สูง หนี้สินพอกพูนทุกปี

ทว่าปัญหานี้มีทางออก โดยมีกรณีศึกษาจาก "สวนสละบรรจงฟาร์ม" อ.ขลุง จ.จันทบุรี

ชาวสวนยุคใหม่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง วัย 65 ปี "บรรจง ธนอุดมนาน" เจ้าของสวนสละบรรจงฟาร์มเล่าถึงการปรับตัวและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสว่า

"เริ่มอาชีพทำสวนเมื่อปี 2518 ในพื้นที่ 35 ไร่ ปลูกทั้งเงาะโรงเรียนและทุเรียน ต่อมาก็ขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 100 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์กระดุม ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์เบาที่ออกต้นฤดูกาลจึงขายได้ราคาสูง แต่อีก 10 ปีต่อมา ราคาก็เริ่มตก และเจอโรคไฟทอปเทอร่า ปี 2537 จึงหันมา ทดลองปลูกสละ เพียง 3 ปีก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาดีมาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนจากทุเรียนมาปลูกสละพันธุ์เนินวงทั้งหมดราว 300-500 ไร่ ทำให้เกิดปัญหาล้นตลาดทันที กำไรเริ่มน้อยลง"

จึงนำปัญหานี้มาปรึกษาหารือกับลูกชาย "สมเจตน์ ธนอุดมนาน" ซึ่งประยุกต์ใช้ความรู้จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กระทั่งมาสู่ข้อสรุปว่าต้องมีการ "แปรรูปสละ" ในรูปแบบของ

"สละลอยแก้ว" หรือสละไร้เมล็ดในน้ำเชื่อม จึงเริ่มทำเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว

ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีจากตลาด โรงงานเล็กๆ จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพ ปรับรูปแบบภาชนะบรรจุ เน้นใช้วัสดุที่ดี รูปลักษณ์สวยงาม และมีสติ๊กเกอร์ติดไว้ภายใต้แบรนด์ "สวนสละบรรจงฟาร์ม" ตัวย่อ BJF และยื่นขอใบรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

บรรจงบอกว่า ใช้เวลาปลุกปั้นโรงงานประมาณ 3 ปี พื้นที่ปลูกทุเรียน 100 ไร่ ปัจจุบันกลายมาเป็นพื้นที่ปลูกสละถึง 250 ไร่ บางส่วนขายเป็นสละสด ได้ราคาไม่ดีนัก กำไรไม่มาก แต่ส่วนที่ทำสละ ลอยแก้ว หรือสละไร้เมล็ดในน้ำเชื่อมสามารถเพิ่มมูลค่าได้ ก็เอามาชดเชยรายได้ส่วนที่ขายเป็นผลสด

"สละไร้เมล็ดในน้ำเชื่อมของ บรรจงฟาร์ม (BJF) แตกต่างจากสละในน้ำเชื่อมทั่วไป เพราะสดใหม่ ไม่ใช้สารเคมี หรือสารกันบูด เครื่องปรุงที่ใช้คือเกลือ และน้ำตาล รสเปรี้ยวได้จากผลสละ ที่มีอายุ 8 เดือน รสชาติจึงหอม กรอบ หวานอมเปรี้ยว โดยมี 2 ขนาดให้เลือก ในราคาส่ง 20 บาท และ 50 บาท ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" บรรจงเผย สูตรสละลอยแก้ว

นอกจากบรรจงฟาร์มจะประสบผลสำเร็จเพิ่มมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปสละแล้ว การตลาดนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง

"ช่วงแรกก็อาศัยตลาดและคอนเน็กชั่นจากร้านอาหารของเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ ต่อมาก็ขยายตามร้านอาหารภายใน จ.จันทบุรี รวมถึงขยายไปสู่ จ.ชลบุรี และพัทยา กระจายขึ้นห้างในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนตลาดต่างประเทศก็มีออร์เดอร์ติดต่อเข้ามา ซึ่งอยู่ระหว่างติดต่อขอทำจีเอ็มพี (แนวทางการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดี) และเอสซีเอ็มพี (ความปลอดภัยในอาหาร)"

บรรจงทิ้งท้ายว่า การแข่งขันเรื่องคุณภาพต้องไม่หยุดนิ่ง นอกจากทำสละไร้เมล็ดในน้ำเชื่อมแล้ว ทางโรงงานยังทำสละกวน และกำลังคิดค้นที่จะแปรรูปอย่างอื่นด้วย แต่อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจด้านคุณภาพก่อนนำออกมาวางจำหน่าย


หน้า 21
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02phu03040552&day=2009-05-04&sectionid=0211
 


Hotmail® has ever-growing storage! Don't worry about storage limits. Check it out.

เตรียมโละสต๊อกข้าวรัฐบาล 2.6 ล.ตันอคส.เปิดซอง 6 พ.ค.นี้

 
วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4102

เตรียมโละสต๊อกข้าวรัฐบาล 2.6 ล.ตันอคส.เปิดซอง 6 พ.ค.นี้



อคส.ออกประกาศระบายข้าว 2.6 ล้านตัน นัดชี้แจงรายละเอียด 4 พ.ค. ยื่นซองประมูล-เปิดซอง 6 พ.ค.นี้ เผยเงื่อนไข ระบุผู้เข้าร่วมประมูลต้องเป็นผู้ส่งออกเท่านั้น หากประมูลได้ต้องทำสัญญาภายใน 10 วัน รับมอบภายใน 30-150 วัน



ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า นายนาคม ธีรสุวรรณจักร รักษาการผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ออกประกาศระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ โดยมีกำหนดว่าจะชี้แจงรายละเอียดเงื่อนไขการประมูลใน วันที่ 4 พฤษภาคม และในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 10.00-12.00 น.จะเปิดให้เสนอ ราคาซื้อข้าวสาร และเปิดซองเสนอราคา เวลา 14.00 น. สำหรับข้าวที่จะเปิดระบาย ประกอบด้วย 1)ข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ปี 2544/ 2545 รวม 1,169 ตัน 2)ข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2546/2547 ปริมาณ 19.1 ตัน

3)ข้าวหอมมะลิจากโครงการรับจำนำ ปีการผลิต 2547/2548 ปริมาณ 770 ตัน 4)ข้าวสาร 25% เลิศ จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2548 ปริมาณ 8,242 ตัน 5) ข้าวขาว 25% เลิศ จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ปริมาณ 18,283 ตัน 6) ข้าวขาว 10% จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2549/2550 ปริมาณ 17,085 ตัน

7)ข้าวจากจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 รวม 1,038,179 ตัน โดยเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณมากที่สุดถึง 1,008,708 ตัน 8)ข้าวจากโครงการรับจำนำ ปี 2551/2552 ปริมาณรวม 1,197,042 ตัน โดยเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณสูงสุดถึง 958,775 ตัน และข้าวปทุมธานี 80,642 ตัน และข้าวเหนียวขาว 10% ปริมาณ 92,678 ตัน และยังมีข้าวจากการรับจำนำขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปริมาณ 334,669 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวปทุมธานีปริมาณ 121,727 ตัน

สำหรับเงื่อนไขกำหนดให้ผู้ร่วมเสนอราคาเป็นผู้ส่งออก หากได้รับการคัดเลือก จะต้องมาทำสัญญาซื้อขายกับอคส.ภายใน 10 วัน รวมทั้งจะต้องวางหลักประกันสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือเงินสดในอัตรา 5% ของมูลค่าข้าวสารในวันทำสัญญา ส่วนเงื่อนไขการรับมอบให้อยู่ระหว่าง 30-150 วันตามปริมาณข้าวที่ประมูลได้ โดยจะต้องเริ่มขนย้ายภายใน 3 วันนับจากชำระเงิน

หน้า 5
 
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv02040552&day=2009-05-04&sectionid=0203


Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/