วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อนาคตบนเส้นด้าย

รายงานโดย :ทีมข่าวอุตสาหกรรม:
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552
เสียงคร่ำครวญจากธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบ

และ ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการแพร่ระบาดของ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ 2009 เอช1เอ็น1 ในบ้านเรา เวลานี้ไม่ได้มีเฉพาะเอสเอ็มอีของคนไทยเท่านั้นที่เดือดร้อน

หากแต่เอสเอ็มอีสัญชาติญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจอยู่ในไทยก็พลอยได้รับแรงสะเทือนไปด้วย จนต้องออกมาร้องผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ช่วยเป็นสื่อกลางประสานขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาลไทย ออกหน้าคุยกับสถาบันการเงินในประเทศให้ช่วยปล่อยกู้ต่อลมหายใจทางธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นก็ประสบชะตากรรมเดียวกับ ผู้ประกอบการไทย

นั่นคือความยากลำบากในการเข้าถึงเงินกู้ อันเนื่องมาจากความเข้มงวดของสถาบัน การเงิน

ยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่ สถาบันการเงินก็ยิ่งเขี้ยวในการปล่อยกู้

เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับธุรกิจรายเล็ก ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะของไทยหรือของต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่ออกมาร้องขอความช่วยเหลือเป็นนานสองนานแล้ว ความช่วยเหลือก็ยังไม่ตกถึงมือสักที ก็อนุมานได้ว่าความช่วยเหลือที่จะตกถึงมือเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ก็คงจะแห้วรับประทานเช่นกัน

เอสเอ็มอีไทยถึงขนาดออกมาขีดเส้นตายตัวเองด้วยซ้ำไปว่า นับจากเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ไม่เกิน 8 เดือน ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น กลุ่มเอสเอ็มอีคงพับฐานหมด

ที่ประคองตัวได้อยู่ทุกวันนี้ ผลสำรวจ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ระบุว่า อาศัยอยู่ได้ด้วยเงินออมเป็นส่วนใหญ่

คิดจากธุรกิจที่ทำการสุ่มสำรวจทั้งหมด มีแค่ 20% ที่มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้

กระนั้นอาจสงสัยกันว่า ในเมื่อเห็นกับตาว่าเอสเอ็มอีไทยยังอาการร่อแร่ ถูกรัฐทิ้งขว้างไม่เหลียวแลถึงเพียงนี้ เหตุไฉนธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่นถึงได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือในภาวะแบบนี้

ประมวลจากเหตุการณ์ก็พอจะจับ ทิศทางได้ไม่ยาก เนื่องจากทุกคนเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งกับนโยบายกู้เงินก้อนโต 8 แสนล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านสารพัดโครงการกว่า 6,000 โครงการ จึงน่าที่จะมีบางโครงการจัดสรรมาถึงกลุ่มเอสเอ็มอีบ้าง

แต่หากตรวจดูจากรายละเอียดที่รมว.คลังชี้แจงถึงการใช้เงินกู้ก้อนนี้ กลับไม่พบว่า มีส่วนไหนระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะจัดสรรมาถึงธุรกิจรายย่อย

เอาแค่ว่างบอุดหนุนของรัฐบาลผ่านสถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้ช่วยเหลือเอสเอ็มอีภาคธุรกิจท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 5,000 ล้านบาท ณ วันนี้ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบ

ตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงวันนี้ ก็ยังไม่พบว่ามีเอสเอ็มอีท่องเที่ยวรายใดเข้าถึงเงินก้อนนี้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินก้อนนี้ไปอยู่ที่ไหน มีการจัดสรรจริงหรือไม่

ในเมื่องบเก่ายังหาร่องรอยไม่เจอ งบใหม่ก็หวังได้ยาก อาการเอสเอ็มอีก็ซมพิษเศรษฐกิจ และพิษไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าไปทุกที

เส้นตายที่กำหนดไว้ 8 เดือน เผลอๆ อาจจะอยู่ได้ไม่ถึงด้วยซ้ำไป

ถ้าไม่อยากให้ธุรกิจคนไทยล้มละลายจนหมดเกลี้ยงไปจากระบบ เห็นทีรัฐบาลคงต้องเผื่อแผ่งบให้ตกถึงมือกลุ่มเอสเอ็มอีบ้าง

หากเปรียบเทียบกับกลุ่มเกษตรกรที่ขอ เท่าไหร่ก็จัดสรรงบเติมให้ตลอด แม้จะตกหล่นไปอยู่กับพวกโกงกินซะมาก เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่า

เงินที่หว่านไปให้เกษตรกรผ่านโครงการ รับจำนำกว่าแสนล้านบาท ถึงมือเกษตรกรแค่ 20% ของงบประมาณที่ถูกผลาญไป

ในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ขอแต่ละรอบ วงเงิน ก็จะอยู่แค่หลักพันล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้ สักรอบ ครั้งนี้น่าจะทบทวนการเกลี่ยงบให้ ทั่วถึงอีกสักรอบ ก่อนลงมือกู้จริง

เพราะงบ 8 แสนล้านบาทนั้น คนไทย ทุกคนเป็นหนี้ร่วมกัน จึงเป็นสิทธิอันชอบ ธรรมที่จะได้รับการเหลียวแลจากรัฐอย่าง เท่าเทียมกัน

http://www.posttoday.com/business.php?id=52446

ชง 4 ข้อคิดบวก "อภิสิทธิ์" ร่วมขับเคลื่อน เมืองไทยยั่งยืน

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ท่ามกลางการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของเมืองไทย ที่มีแต่จะทำให้ภาพรวมของประเทศแย่ลงๆ เอกชน 600-700 ราย ได้ระดมความคิดในทางบวกออกมา 4 ข้อ

เพื่อจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพยั่งยืน รวมทั้งจะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงาน CEO Forum 2009 วันที่ 20 มิ.ย.นี้ ซึ่งทาง กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอร์เรชั่น (ซีอาร์ซี) จัดขึ้นเพื่อสร้างสัมพันธ์ กับ 6,500 ผู้ผลิตจำหน่าย หรือ ซัพพลายเออร์ ที่ค้าขายกับซีอาร์ซี 9 กลุ่มธุรกิจ กว่า 400 สาขาในเครือ คือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างโรบินสัน ห้างเซน ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต โฮมเวิร์ค บีทูเอส และออฟฟิศดีโป

ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มซีอาร์ซี เล่าถึงข้อเสนอดังกล่าวว่า จาก 6,500 ซัพพลายเออร์ ที่มีรายได้รวมกันกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เกิดการจ้างงาน 1 ล้านคน โดยรายได้รวมที่เกิดขึ้นมาจากส่งออก 20% และเป็นการส่งออกภายใต้ยี่ห้อของไทยเอง

ด้วยพลังการบริโภคที่มากถึงปีละ 1.5 ล้านล้านบาทดังกล่าว ผู้ประกอบการได้ระดมความคิดเพื่อที่จะช่วยกันแก้ปัญหาความแตกแยกในประเทศไทย ที่เลือกฝักเลือกฝ่ายจนทำให้ประเทศรวมแย่ลง “ที่ผ่านมาทั้งรัฐและเอกชนไม่ค่อยได้ปรึกษาหาความร่วมมือกัน ระหว่างรัฐกับรัฐ รัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชนเอง ต่างคนต่างทำไปตามข้างหรือฝ่ายที่ตนเองเลือก จึงทำให้เมืองไทยมีแต่แย่ลง ไม่เหมือนต่างประเทศที่เขาร่วมมือกัน ช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจ จึงถึงเวลาแล้ว โดยเฉพาะช่วงนี้ที่จะร่วมกันทำให้ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ข้อเสนอแรกที่จะให้นายกฯ คือ การเพิ่มรายได้ประชากร โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด ประเด็นนี้สำคัญ ถ้าสามารถทำได้จะทำให้ประเทศได้รับผลดีเต็มๆ เพราะคนต่างจังหวัดสัดส่วนมากถึง 90% ของทั้งประเทศ ถ้าทำให้คนรายได้น้อย มีเงินเพิ่มขึ้น จะเกิดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจหมุนเป็นมัลติพลาย เอฟเฟกต์ได้หลายครั้งกว่าคนรวย ซึ่งอาจจะเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในแง่ของมิติทางสังคม

ทศ

ที่ผ่านมารัฐทำได้ดีในการทำให้กรุงเทพฯ เมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา เติบโต เห็นได้จากยอดขายของร้านในเครือในจังหวัดดังกล่าว แต่หลายจังหวัดกลับแย่ รายได้กระจายไม่ดี ขณะต่างประเทศมีการบริหารความเจริญให้กระจายไปหลายเมือง อย่างจีนไม่ใช่เจริญแค่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กว่างโจว หรือเสิ่นเจิ้น เพราะรัฐและเอกชนทำงานร่วมกัน กำหนดการเติบโตของแต่ละเมืองอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยควรนำมาใช้

ข้อเสนอที่ 2 สนับสนุนการส่งออกยี่ห้อไทยหรือไทยแบรนด์ ส่งออกนับเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่น่าจะถึง 60-70% ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างที่พูดกัน เพราะยอดส่งออกต้องหักด้วยนำเข้า ถึงจะเหลือเป็นมูลค่าที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ทุกฝ่ายก็เห็นว่าการส่งออกเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกไทยแบรนด์ ซึ่งผู้ค้าขายกับกลุ่มซีอาร์ซีมีกว่า 5,000 ยี่ห้อไทย ถ้าทำสิ่งนี้ได้ จะสร้างการเติบโตได้ระยะยาวและอย่างยั่งยืน มีเสถียรภาพ เห็นได้จากประเทศที่เจริญ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ตลาดจีน อินเดีย นับเป็นโอกาสของไทย เนื่องจากชอบสินค้าไทย แต่ผู้ผลิตไทยแบรนด์หลายรายอยากส่งออก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

ข้อเสนอที่ 3 ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นอกจากธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมแล้ว 1 ใน 3 ที่ช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวจากการสำรวจ คือ ช็อปปิ้ง โดยเฉพาะประเทศที่รายได้น้อยแล้วกลับมามีเงินอย่างจีน อินเดีย กลุ่มดังกล่าวชอบมาเที่ยวเมืองไทย แต่เวลา ช็อปปิ้งจะไปประเทศอื่น จึงถึงเวลาที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าหรูแบรนด์เนมกลุ่มลักชัวรีแล้ว แม้เมื่อ 5-10 ปีก่อนการลดภาษีอาจกระทบสินค้าไทย แต่ขณะนี้เห็นแล้วว่าสินค้าไทยกับกลุ่มลักชัวรีเป็นคนละกลุ่ม เป้าหมาย และสุดท้ายข้อเสนอที่ 4 ความเชื่อมั่น การเมืองต้องนิ่ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างมาก

http://www.posttoday.com/business.php?id=53142

"Long tail Marketing" ฉบับ ภูธร"

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4115  ประชาชาติธุรกิจ


"Long tail Marketing" ฉบับ ภูธร"


คอลัมน์ กรณีศึกษา SMEs



ผู้ประกอบการ ในกิจการประเภทค้าปลีก ร้านขายของชำกิฟต์ช็อป เสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสินค้า หรือผู้ผลิตสินค้าและบริการ ที่มีสินค้าออกสู่ตลาดจำนวนๆ หลาย SKU ที่กำลังมีปัญหากับสินค้าที่มีการหมุนเวียนต่ำ ปัญหาสินค้านอกกระแสขายออกช้า สินค้าตกรุ่นมีสต๊อกจำนวนมาก หรือสินค้าบางตัวก็อยู่นานขึ้นหิ้งขายไม่ออก ต้องนำมาเลหลังขายเท่าทุน ขายขาดทุน หรือใช้เป็นสินค้าแลกแจกแถม ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ อาจารย์สุพรรรณี วาทะยากร อาจารย์พิเศษวิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลได้นำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์กรณีศึกษาฉบับนี้อาจจะต้องทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจรีเทลต้องหันกลับมาพิจารณารูปแบบการขายของตัวเองใหม่เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสินค้าค้างสต๊อก

ผู้ประกอบการขนาดเล็กท่านนี้ เป็น เจ้าของกิจการร้านเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนมระดับกลางและล่าง จำหน่ายในรูปแบบ ร้านค้าปลีกห้องแถวเล็กๆ ในตัวเมืองต่างจังหวัดภาคเหนือ เจ้าของร้านชื่อเจ๊น้อย และร้านค้าของเจ๊น้อยมีเพียง 35 ตารางเมตรเท่านั้น แต่แออัดไปด้วยเสื้อผ้า และ Accessories จากแบรนด์ดังๆ เช่น Chaps, CC00, Jaspal, Playboy, อาจารย์สุพรรณีให้คำอธิบายถึงเหตุผลของการยกให้เจ๊น้อยเป็นเจ้าแม่การตลาดแบบลองเทลฉบับภูธรว่า ร้านของเจ๊น้อยเข้าถึงลูกค้าและสินค้าอย่างแท้จริง เพราะหากคุณเดินเข้าไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะได้สินค้าที่ถูกใจ แต่ที่ร้านของเจ๊น้อย มีเสื้อผ้าเครื่องประดับหลากหลายยี่ห้อให้คงเลือกแต่งผสมได้อย่างเหมาะ เพราะเจ๊น้อยจะทำหน้าที่ fashion consultant หาของที่ลูกค้าหาไม่เจอมา Mix and Match ของแต่ละยี่ห้อให้ใส่สวยได้ ประหยัดเวลาเดินหา

ในทุกๆ อาทิตย์เจ๊น้อยต้องทำหน้าที่เป็น merchandiser ตัวจริงวิ่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อคัดสรรสินค้าให้เข้ากับรสนิยมของลูกค้าในท้องถิ่น บางครั้งเธอทราบว่าของเพิ่งเข้าตอนกลางคืนรุ่งเช้าเธอตีรถเข้ามาเอาของสินค้าลอตใหม่ก่อนผู้ซื้อรายอื่นๆ และจ่ายเงินสดทันที ดังนั้นเมื่อสินค้ารุ่นใหม่มาปุ๊บร้านค้าจึงมักจะรีบโทร.บอกเจ๊น้อยทันทีก่อน กระทั่งสินค้าแบรนด์เนมดังๆ ของไทยได้ขึ้นชื่อของเจ๊น้อยเป็นลูกค้าพิเศษ ทุกครั้งที่จะออกแบบ collection ใหม่ก็เชิญเจ๊น้อยไปดู trend เพื่อให้เจ๊น้อยวางแผนสั่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการไม่มีของให้เจ๊น้อยในหน้าร้าน เจ๊น้อยบอกกับอาจารย์สุพรรณีว่าไม่ชอบการดูตัวอย่าง collection มันต้องดูของจริงๆ ที่อยู่ หน้าร้านของแต่ละยี่ห้อเพื่อเปรียบเทียบและคัดเฉพาะของเด่นอย่างเดียวที่ดูแล้วเหมาะกับลูกค้าของเธอ และที่น่าสนใจก็คือเจ๊น้อยเธอขายสินค้าราคาเต็ม ทั้งๆ ที่บางครั้งสินค้าเหล่านั้นอาจจะติดป้ายลดกันกระหน่ำทุกสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ และลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก กลางใหญ่ อายุระหว่าง 25-45 ปี ที่บางคนอาจจะซื้อที 125,000 บาทต่อครั้งเลยก็มี

เจ๊น้อยมีรูปแบบการขายด้วยวิธี telemarketing โดยโทร.รายงานลูกค้า ขาใหญ่ทันที หรือบางครั้งขณะเลือกของอยู่โทร.ถามลูกค้าเลยเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะชอบก่อนสั่งเข้ามาเธอจะเลือกแบบแบบหนึ่งไม่กี่ชิ้นมีขนาดครบตามปริมาณลูกค้า เพื่อของจะได้ดูไม่โหลอีกด้วย

อาจารย์สุพรรณีสรุปถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จก็คือ ความสัมพันธ์กับลูกค้า เธอจะคุยทักทายลูกค้ารู้อาชีพ รู้นิสัย และกิจวัตรประจำวัน เพื่อประเมินรสนิยม รวมทั้งทราบว่าลูกค้าแต่ละรายจะติดเงินสดในกระเป๋ามากน้อยเท่าใด เธอใช้ telemarketing โดยมีสมุดเล่มโตเก็บชื่อลูกค้าและบันทึกว่ารายนี้ชอบหรือไม่ชอบอะไร, ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ การคัดสรรสินค้าจากยี่ห้อดัง อินเทรนด์และรวดเร็ว ความหลากหลายของสินค้าเพื่อครอบคลุมครบรสนิยม เหมาะสมกับท้องถิ่น, คุณภาพดีจากแบรนด์มาตรฐาน หลักการบริหารของเธอได้จากการศึกษาด้านการบริหารจัดการจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงเธอเอาความรู้และหลักการที่เรียนมาใช้ได้มากประกอบกัน เธอเริ่มต้นด้วยเงินเพียงหมื่นกว่าบาทเมื่อ 16-18 ปีที่แล้วปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยเฉียด 1 ล้านบาท

เธอสรุปว่าสั่งของเป็นเรื่องใหญ่ ต้องดูตาม้าตาเรือ สั่งของไม่เยอะแต่สั่งถี่ๆ อย่าโลภเกินตัว ขายดีต้องเก็บเงินได้ stock ต้องจัดการ mix and match ให้เหมาะกับลูกค้าและต้องไม่ซื้อสินค้าเพื่อมาใส่เองหรือกะขายให้ในหมู่พี่น้องคิดแต่จะสั่งของเพื่อความสวยและเหมาะสมกับลูกค้าทั้งแบบและราคาเท่านั้น ความอดทนและรสนิยมคือหัวใจของผู้ค้าแฟชั่นอย่างเธอ

หน้า 47
 

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

'พลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจ' เพิ่มสมดุลธรรมชาติแบบมีมูลค่า...

วันที่ 10 มิถุนายน 2552 เวลา 00:00 น.
 
 
'พลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจ' เพิ่มสมดุลธรรมชาติแบบมีมูลค่า...
การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ เป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และสร้างสมดุลของธรรมชาติ ให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูก "ไม้เศรษฐกิจ" อย่างน้อยร้อยละ 20 ของแปลงที่ดินที่ได้รับจัดสรร....  
 
....นอกจากจะเป็นการใช้ที่ดินที่มี  ค่อนข้างจำกัดให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดแล้ว นับวันไม้ปลูกได้เจริญเติบโต ผลิดอก ออกผล ให้เกษตรกรได้เก็บกิน ใช้สอย สามารถช่วย  ลดภาระค่าใช้จ่ายและยังช่วยเสริมรายได้ในครัวเรือนด้วย
 
นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนัก งานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ปี 2552-2553 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. เร่งขับเคลื่อนและขยายผล    "โครงการพลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปที่ดิน" โดยมุ่งรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรมองเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ เพื่อสร้างความสมดุล ทางธรรมชาติให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ ทั้งยังมุ่งให้เกิดประโยชน์ทางด้านการบริโภคและใช้สอยภายในครัวเรือน ซึ่งจะ ช่วยลดรายจ่ายให้ครอบครัวเกษตรกรได้
 
เบื้องต้นมีแผนสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 160 ตำบล 127 อำเภอ 53 จังหวัด ให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ยืนต้น และไม้ใช้สอยในที่ดินที่ได้รับจัดสรร โดย ส.ป.ก.สนับสนุนงบประมาณ 1 ไร่ (ค่าวัสดุปลูก 1,000 บาท) เกษตรกรร่วมสมทบอีก 1 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ปลูกกว่า 12,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 2,280 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,720 ไร่ ภาคกลาง  1,940 ไร่ และภาคใต้ 1,060 ไร่ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านไม้เศรษฐกิจและพัฒนาจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้เศรษฐกิจ เป้าหมาย 203 กลุ่ม สมาชิก จำนวน 6,000 ราย เน้นให้มีการใช้ประโยชน์และสร้างรายได้จากไม้เศรษฐกิจที่ปลูกด้วย
 
ไม้เศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกนั้น มีทั้งไม้อาหารเน้นเพื่อการบริโภคและก่อให้เกิด รายได้  เช่น  สะตอ  แคบ้าน  มะขามป้อม ไม้พลังงานเน้นไม้ที่ใช้ประโยชน์ทางด้านเชื้อเพลิงเป็นหลัก อาทิ  ยูคาลิปตัส  สะเดา  กระถินเทพา และไม้ใช้สอยเน้นไม้ที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้เพื่อการแปรรูปและต่อยอดกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ไผ่เลี้ยง ไผ่หวาน  ไผ่ซาง  ไผ่ตง หวาย กฤษณา ตะเคียนทอง มะฮอกกานี  ยางนา จามจุรี  เป็นต้น
 
แนวทางการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปที่ดิน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1. ระดับเกษตรกรรายแปลง เน้นให้ปลูกไม้เพื่อใช้ประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ได้แก่ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ และปลูกเพื่อฟื้นฟูระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในที่ทำกินของตนเอง 2.ระดับหมู่บ้าน จะเร่งคัดเลือกหมู่บ้านนำร่อง ตำบลละ 1 หมู่บ้าน ๆ ละ 30-50 ราย ให้ร่วมกันปลูกไม้เศรษฐกิจ ประมาณร้อยละ 15-20 ของพื้นที่ใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นและชุ่มชื้นให้กับหมู่บ้าน ตลอดจนพัฒนาจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้เศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ และ 3.ระดับชุมชน โดย ส.ป.ก. จะร่วมกับปราชญ์เกษตรและชุมชนพัฒนาพื้นที่แนวเขตรอยต่อชุมชนกับเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นธนาคารอาหารชุมชน (Food Bank) เพื่อให้เกษตรกรและชุมชน ได้ใช้ประโยชน์
 
นางดอกพุดน้อย มั่นไสย วัย 52 ปี ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านห้วยปลาดุกปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ 13/1 หมู่ 5 ตำบลน้ำพี้  อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเข้าร่วมโครงการพลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจฯ กล่าวว่า ก่อนที่จะหันมายึดอาชีพปลูกไผ่ ครอบครัวของตนเคยปลูกไม้ผลมาแล้วหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะขามหวาน  มะขามเปรี้ยว มะม่วง และขนุน แต่มักประสบปัญหาเรื่องตลาดและราคาตกต่ำ จึงมองหาอาชีพใหม่ พบว่าปลูกไผ่น่าจะไปได้ดีจึงเร่งศึกษาเรียนรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับการปลูกไผ่อย่างจริงจัง  และเริ่มปลูกไผ่เมื่อปี 2548 เนื้อที่ 2 ไร่เศษ เป็นไผ่พันธุ์สีทองปราจีนบุรี จำนวน 900 ต้น    
 
ช่วงปีแรกสามารถเก็บหน่อบริโภค และจำหน่ายได้ ทำให้ครอบครัวมีรายได้จากการจำหน่ายหน่อไม้ และหน่อไม้แปรรูปปีละ 60,000 บาท ปี 2550 จึงขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มขึ้นอีก 2 ไร่ จำนวน 500 ต้น เป็นไผ่ซาง โดยปลูกเพื่อขายหน่อและขายพันธุ์ และปี 2552 นี้ ได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียงให้หันมาขยายพื้นที่ปลูกไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจและรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน มีสมาชิก 16 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 50 ไร่ โดยสมาชิกได้ยื่นขอกู้เงินจาก ส.ป.ก. มาลงทุนปลูกไผ่ จำนวน 1 แสนบาท...
 
....ขณะนี้ทางกลุ่มฯ เตรียมแผนสนับสนุนให้สมาชิกนำลำไผ่มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เช่น ผลิตไม้เสียบลูกชิ้น ไม้เสียบอาหาร ไม้ตะเกียบ และไม้จิ้มฟัน ป้อนตลาดที่กำลังมีความต้องการสูง เศษข้อปล้องที่เหลือยังนำไปเผาเป็นถ่านขาย และใบไผ่ยังใช้เป็นปุ๋ยได้อีกด้วย ไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลย
 
นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจและ ภาครัฐควรให้การสนับสนุนส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง.
 
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201596&NewsType=1&Template=1


What can you do with the new Windows Live? Find out

ช็อปฉลาด ตลาดอัจฉริยะ : สืบสานหัตถศิลป์ในโลกไซเบอร์

วันที่ 10 มิถุนายน 2552 เวลา 00:00 น.
 
 
ช็อปฉลาด ตลาดอัจฉริยะ : สืบสานหัตถศิลป์ในโลกไซเบอร์
ทองคำเปลว ซึ่งเป็นหัตถศิลป์ในกลุ่มของงานช่างสิบหมู่ สืบทอดวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมรุ่นต่อรุ่นมาจนปัจจุบัน ต้องเผชิญปัญหาของการประกอบการมากมาย นับแต่วัสดุที่นำมาผลิต ที่ต้องเป็นทองคำแท้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีราคาสูงมาก แต่ราคาขายไม่   สามารถปรับเพิ่มได้ตามความเหมาะสม ถูกกดราคารับซื้อ จำนวนผู้บริโภคก็ลดลงเพราะมี วัสดุสังเคราะห์ทดแทน บางรายทนอยู่ไม่ไหวก็เลิกรากันไป
 
แต่รายของ "แอนบ้านทอง" ที่ผลิตทองคำเปลวมาสืบทอดมาจากรุ่นครอบครัว ได้ปรับตัวครั้งใหญ่โดยอาศัยระบบการตลาดออนไลน์เพื่อแสวงหาช่องทางใหม่ ๆ ในการจำหน่าย เริ่มจากการเปิดเว็บ www. Annbanntong.com และ thaigoldleaf.com เผยแพร่ข้อมูลทั้งการผลิต ระบบการจำหน่าย รวมถึงมีเว็บบอร์ดไว้เป็นที่สนทนาแลก เปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พร้อมกับเปิดจำหน่ายบนเว็บอีคอมเมิร์ซ www.weloveshopping.com ที่อ้างว่ามียอดการเข้าชมสินค้า กว่า 60 ล้านหน้าต่อเดือน
   
 "แอน" บอกว่า ผลตอบรับดีมาก โดยระบบจำหน่ายดั้งเดิมเป็นการติดต่อกับลูกค้าที่ซื้อขายกันมาทั้งโดยตรงหรือผ่านนายหน้า ที่ยังคงเส้นคงวา แต่ในตลาดออนไลน์เป็นการเพิ่มยอดขายจากลูกค้ารายใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เช่น ช่างปิดทองสำหรับงานหัตถกรรมส่งออก หรือเฟอร์นิเจอร์ส่งออกที่เอาทองประดับเพิ่มมูลค่า หรือในช่วงที่จตุคามรามเทพเป็นที่นิยม ก็มีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ทางร้านจำหน่ายปลีกด้วย ลูกค้าก็สามารถสั่งซื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปใช้ได้ ในระยะหลังนี้มีธุรกิจสปา นำไปบริการ มาสก์หน้าอีกด้วย
 "เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือก่อน จากนั้นก็สมัครเปิดร้านบนเน็ต เช่นที่วิเลิฟช็อปปิงดอตคอม หรือที่อื่น เริ่มต้นแบบไม่เสียเงิน จากนั้นก็เอาข้อมูลของเราประชาสัมพันธ์ตามเว็บต่าง ๆ เช่น สนุกดอตคอม พันทิปดอตคอม พอมีคนรู้จักเขาก็คลิกสั่ง การขายไม่ยาก แต่ต้องหาวิธีทำให้คนเชื่อถือและหาเว็บเราให้ได้ก่อน"
    
การเปิดเว็บค้าขายจะให้ได้ผล ในยุคปัจจุบัน ก็ต้องรู้วิธีทำให้เสิร์ชเอนจิน หรือระบบสืบค้นข้อมูลชื่อดังของโลก คือ www. google.co.th รู้จัก โดยแอนบ้านทอง เลือกโฆษณาระบบแอดเวิร์ดส์ ของกูเกิล เสียค่าใช้จ่ายคลิกละ 3 บาท ในขณะเดียวกันก็พยายามให้ข้อมูลบนเว็บต่าง ๆ เกี่ยวกับทองคำเปลว จนเว็บของร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้นและเลื่อนมาสู่อันดับหนึ่งบนหน้าค้นหาเกี่ยวกับทองคำเปลว
    
ตอนนี้แอนบ้านทองรุ่นที่สองกำลังวางแผนเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางผสมทองคำเปลวเป็นจุดเด่นและสปาชุดเล็กสำหรับลูกค้าซื้อไปทำเองที่บ้าน ซึ่งก็คงจะอาศัยโลกออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่าย
    
แต่ไม่ว่าช่องทางนี้จะช่วยให้มียอดขายดีเพียงใด เว็บนี้ก็มีกติกาสำคัญว่า จะค้าขายแบบเงินสด ลูกค้าต้องโอนเงินมาก่อนจึงจัดส่งของให้ และเป็นหลักการสำคัญที่แอนบ้านทองฝากกับคนที่สนใจค้าขายผ่านโลกออนไลน์ ให้คำนึงถึงจุดนี้
    
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำให้เว็บและร้านค้าของเราเป็นที่เชื่อถือว่าโอนเงินมาแล้วจะไม่เงียบไปเฉย ๆ
    
ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีทันสมัยขนาดไหน ที่ละเลยไม่ได้ก็คือความน่าเชื่อถือซึ่งจะทำให้ลูกค้าไว้วางใจ.

วีระพันธ์ โตมีบุญ
VeeraphanT@Gmail.com


http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201601&NewsType=1&Template=1


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out!

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โล่-เหรียญรางวัลจากแท่งกระจก ซิวรองแชมป์กรุงไทยยุววาณิช

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6768 ข่าวสดรายวัน


โล่-เหรียญรางวัลจากแท่งกระจก ซิวรองแชมป์กรุงไทยยุววาณิช


คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า

ปฤษณา กองวงค์




"ธุรกิจของเราสนับสนุนให้คนทำดี ทำดีแล้วได้รับการยกย่อง สังคมจะได้น่าอยู่ และยังช่วยประหยัดทรัพยากร ธรรมชาติ ช่วยลดโลกร้อนด้วย"

คำบอกเล่าของ เต นายสุรพล แซ่ยะ อายุ 19 ปี ปวช.ปี 3 คณะช่างกลโรงงาน แผนกช่างกลโรงงาน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ที่นั่งตำแหน่งประธานบริษัท "ฅนใจดี" (Kon-jai-dee) จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจ "ผลิตโล่และเหรียญรางวัลจากแท่งกระจก"

ล่าสุดธุรกิจนี้คว้ารางวัลรองชนะเลิศ กรุงไทย ยุววาณิช ปีที่ 7 ที่จัดขึ้นเพื่อปลูกฝังแนวคิด ประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการให้นักเรียนระดับมัธยมตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ

ภายในบริษัทมีสมาชิก 9 คน ที่ร่วมกันผลิตโล่รางวัลกระจก เหรียญรางวัลกระจก ของที่ระลึกต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ จากที่เห็นว่าโล่รางวัลต่างๆ มักเป็นพวกอะคริลิก จึงปิ๊งไอเดีย ว่าตัวกระจกที่เหลือทิ้งมากมายในสถานที่ต่างๆ สามารถนำกลับมาทำเป็นโล่รางวัลได้หรือไม่ กระทั่งพัฒนาเป็นชิ้นงานขึ้นมา



ด้วยความชำนาญ และฝีมือดี จึงได้รับความไว้วางใจให้ผลิตโล่เกียรติยศให้กับครูดีเด่นและครูเกษียณอายุราชการ จากสำนักงานเลขาธิการการอาชีวศึกษา รวมถึงหน่วยงานราชการต่างๆ

แม้เตจะเป็นประธานบริษัท ซึ่งทำงานด้านฝ่ายการตลาดแต่ได้ร่วมลงมือทำชิ้นงานด้วย กล่าวถึงการหาวัตถุดิบหลักในการสร้างงานว่า เศษกระจกโดยเฉพาะในวิทยาลัยก็มีมาก และหาจากโรงเรียนต่างๆ โดยถามไถ่ผ่านเพื่อนฝูงโรงเรียนอื่น หรือทราบข่าวจากอาจารย์ และขอให้อาจารย์ทำเรื่องขอเศษกระจกที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงขอซื้อต่อ ตามร้านขายกระจกที่กองทิ้งไว้จำนวนมาก ราคาตกกิโลกรัมละ 2-3 บาท บางครั้งเขาก็ให้มาฟรีๆ จากนั้นเราก็นำกลับมาคัดแยกคุณภาพเพื่อผลิตเป็นชิ้นงาน



ในขั้นตอนการออกแบบ เราจะมานั่งประชุมกัน เลือกแบบที่ดูดีและประหยัดเวลา ตรงตามที่ลูกค้าต้องการ จากนั้นออก แบบเสนอให้ลูกค้า จัดเตรียมกระจกและลงมือปฏิบัติ หลังทำโล่ก็ต้องมีกล่องใส่ ซึ่งเราใช้กล่องที่ผลิตจากกลุ่มแม่บ้านสันป่าข่อยที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป

เตบอกว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี น้ำมันแพง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือค่าจัดส่งสินค้า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเสียหาย ส่วนแผนพัฒนาในอนาคตมองว่าจะใช้อะไรก็ได้ที่คนไม่เห็นคุณค่ามาประยุกต์ อาจเป็นไม้ แผ่นโลหะบางๆ หรือเศษวัสดุจากโครง การทำป้ายของสถานที่ต่างๆ เช่น เศษหินอ่อนที่เขาตัดทิ้ง ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ก็คิดกันต่อว่าจะนำสิ่งเหล่านี้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้อย่างไร

ช่วงที่มีงานเยอะคือปลายปีและต้นปี แต่ถ้าช่วงไหนว่างจะออกไปช่วยสอนการแกะกระจกให้ชาวบ้าน โดยจะสอดแทรกเรื่องการดำรงชีวิตแบบพอเพียง ที่อ.เชียงดาว อ.แม่ริม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เข้าไปสอนนักโทษที่ใกล้จะพ้นโทษ และเข้าไปที่ค่ายทหารที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย มีคนสนใจเข้ามาขอคำแนะนำ

เตเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังก้าวเข้าสู่ระบบธุรกิจว่า "ชีวิตเปลี่ยนไปมากครับ ได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตร่วมกัน ที่ต้องใช้ความสามัคคีในการทำงาน ได้พัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้น จากตอนแรกไม่รู้เรื่องธุรกิจ บัญชี แล้วต้องออกไปพบลูกค้า ทำให้เราสามารถพัฒนาด้านการพูด เป็นการเพิ่มความกล้าหาญให้กับตัวเอง นอกจากนี้ การทำธุรกิจสิ่งสำคัญคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและเพื่อนร่วมทีม"

ผู้สนใจผลงานติดต่อได้ที่ บริษัท "ฅนใจดี" วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 08-7188-6614 หรือคลิกที่ www.cmtc.ac.th

หน้า 24
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEV3TURZMU1nPT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBd09TMHdOaTB4TUE9PQ==

รีไซเคิลยาง (ล้อ) รถยนต์ได้แล้ว

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11414 มติชนรายวัน


รีไซเคิลยาง (ล้อ) รถยนต์ได้แล้ว


คอลัมน์ จูนคลื่น

โดย waisang@matichon.co.th




วิธีการใหม่ที่จะนำยางรถยนต์ กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง จากรุ่นเดิมๆ ที่มักนำยางเก่าไปทิ้ง ถ้าเป็นเมืองไทยก็มักนิยมเอาไปล้อมต้นไม้ขนาดที่ยังเล็กอยู่เพื่อป้องกันดินทลาย เมื่อก่อนก็มีฮิตพักใหญ่ๆ ว่ามีรองเท้า ทำจากยางรถยนต์ ซึ่งก็เป็นการรียูสอย่างหนึ่ง แต่ครั้งนี้ ยางรุ่นใหม่ที่มีการผลิตคุณภาพสูง เปลี่ยนส่วนประกอบให้มีประสิทธิภาพในการใช้และการจัดการใหม่ เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือของบริษัท CSIRO และ VRTEK ของออสเตรเลีย ได้ร่วมกันพัฒนาส่วนผสมและกระบวนการยาง ซึ่งทีมพัฒนา แบรรี่ ฟินนิน วิศวกร บอกว่า การสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้ผลลัพธ์คุณภาพสูงจากยางผงคือ เคล็ดลับเติมเข้าไปในยางโพลีเมอร์ ให้เกาะถนนได้ดีตามความต้องการใช้งานจากรถยนต์แต่ละประเภท เมื่อใช้งานศึกเสร็จสิ้น ทิ้งไว้กว่าจะสิ้นสลายนานเป็นร้อยเป็นพันปี หรือทำลายก็ลงทุนเยอะทั้งหมดล้วนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษลงดิน แบบนี้ส่วนผสมใหม่ในการเติมเต็มให้ยางรถยนต์มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก ถือเป็นรีไซเคิลโซลูชั่นที่ช่วยดูแล-ลดต้นทุนสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง


หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe02100652&sectionid=0147&day=2009-06-10

 

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/