วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข้ามชาติตั้งรับนโยบายซื้อพีซีไทย "เลอโนโว-อัสซุส"เล็งจ้างโออีเอ็มในประเทศแก้ลำ

 
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4101

ข้ามชาติตั้งรับนโยบายซื้อพีซีไทย "เลอโนโว-อัสซุส"เล็งจ้างโออีเอ็มในประเทศแก้ลำ



"อินเตอร์แบรนด์" หวั่นหลัง ครม.มีมติให้หน่วยงานราชการใช้สินค้าแบรนด์ไทยอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ กระทบการเข้าประมูลโปรเจ็กต์ภาครัฐ หลายค่ายเร่งหาแผนสำรองกู้สถานการณ์ "เลอโนโว-อัสซุส" เล็งจับมือ ผู้ประกอบการโลคอลแบรนด์จ้างผลิตใน รูปแบบ "โออีเอ็ม" เพื่อให้มีสิทธิ์เข้าประมูล ขณะที่ "โตชิบา" พร้อมรับมือหาแหล่งรายได้ใหม่ชดเชย ขณะที่ "เอเซอร์-เอชพี" ขอดูรายละเอียดก่อน คาดไม่กระทบหนักเพราะมีโรงงานประกอบในไทยอยู่แล้ว



นายจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากกรณีที่มีมติ ครม.ให้ส่วนราชการปฏิบัติโดยเคร่งครัด เรื่องการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศ หรือเป็นกิจการของคนไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมานั้น ซึ่งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ย่อมได้รับผลกระทบด้วย หมายความกลุ่มอินเตอร์แบรนด์จะได้รับผลกระทบจากมติ ครม.อย่างแน่นอน ส่งผลให้การทำตลาดลำบากมากขึ้น เพราะปัจจุบันอินเตอร์ แบรนด์มีบทบาทในตลาดภาครัฐเป็นสัดส่วนถึง 80%

ขณะที่ปีนี้ปัจจัยเศรษฐกิจทำให้เอกชนชะลอการลงทุน และภาครัฐเป็นกลุ่มเดียวที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีแผนรับมือไว้เช่นกัน คือ การร่วมมือกับผู้ประกอบพีซีโลคอลแบรนด์ในประเทศไทย ในการจ้างประกอบสินค้าในลักษณะโออีเอ็ม และติดตราเลอโนโว สำหรับในการเข้าประมูลโปรเจ็กต์ภาครัฐแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งวิธีการนี้ก็จะทำให้บริษัทสามารถเข้าร่วมประมูล โปรเจ็กต์ราชการได้ เพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ

"ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการในไทยหลายรายถึงรูปแบบการโออีเอ็ม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งนี้ปีที่ผ่านมา เลอโนโวมีรายได้จากโปรเจ็กต์ภาครัฐเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมดในตลาดคอร์ปอเรต" นายจีรวุฒิกล่าว

ด้านนายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากมติ ครม.ดังกล่าว เป็นไปได้ว่ารัฐบาลต้องการสร้างแบรนด์ในไทยให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้อินเตอร์แบรนด์ได้รับผลกระทบบ้างพอสมควร เพราะปัจจุบันอินเตอร์ แบรนด์มีบทบาทในตลาดราชการถึง 80% โดยเฉพาะสินค้าโน้ตบุ๊กที่น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพราะส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า ขณะที่พีซีตั้งโต๊ะนั้นอินเตอร์แบรนด์และผู้ประกอบพีซีในประเทศมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน

"สำหรับอัสซุสแม้ว่าจะการขายในตลาดรีเทลเป็นหลัก แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะตลาดราชการเป็นตลาดใหม่ที่อัสซุสเพิ่งเข้าไป จึงมีโอกาสในการทำตลาดอีกไม่น้อย แต่จากมติ ครม.ดังกล่าวย่อมเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถขยายพื้นที่ทำตลาดได้"

อย่างไรก็ตาม อัสซุสมีแผนสำรอง โดยอาจร่วมมือกับผู้ประกอบพีซีในประเทศเพื่อเสนอสินค้าเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยการนำโน้ตบุ๊กแบร์โบนจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อประกอบในประเทศไทย และติดแบรนด์ อัสซุส หรืออาจจะเป็นแบรนด์ของผู้ประกอบ เครื่องเพื่อให้สามารถเข้าโปรเจ็กต์ราชการได้ จากปัจจุบันอัสซุสได้ร่วมมือกับโลคอล แบรนด์อย่าง "เลอเมล" อยู่แล้วโดยอัสซุสเป็นผู้สนับสนุนด้านเมนบอร์ด

ขณะที่ นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจไอที บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนของมติ ครม.นี้ว่าเป็นอย่างไร แต่หากมีผลกระทบต่อการทำตลาดของบริษัท ข้ามชาติในการประมูลตลาดราชการ บริษัทก็พร้อมที่จะเปลี่ยน โฟกัสหรือเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นแทน เนื่องจากปัจจุบันโตชิบามียอดขายในตลาดราชการไม่ถึง 5% ของยอดขายสินค้าไอทีทั้งหมด

สำหรับนายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียดของมติ ครม.ว่าจะให้ใช้เฉพาะแบรนด์ไทย หรือแบรนด์ที่มีการประกอบสินค้าในไทย แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะทำให้พีซีโลคอลแบรนด์มีบทบาทมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเอเซอร์มีโรงงานประกอบอยู่ในไทยด้วย ถ้าในกรณีที่กำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องประกอบในประเทศก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับบริษัท จึงคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมาก ทั้งนี้ปัจจุบันรายได้ของ เอเซอร์มาจากโปรเจ็กต์ภาครัฐประมาณ 15% ของยอดขายบริษัท

นอกจากนี้ปัจจุบันต้นทุนการผลิตพีซีของโลคอลแบรนด์ จะสูงกว่าอินเตอร์แบรนด์ และส่วนใหญ่การประมูลของภาครัฐไม่ได้ใช้ราคาชี้ขาดอย่างเดียว มีเรื่องการบริการและองค์ประกอบอื่นด้วย ดังนั้นหากภาครัฐมีนโยบายดังกล่าวเคร่งครัด ไม่แน่ใจว่ารัฐจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่หรือเปล่า ขณะเดียวกันอาจส่งผลกระทบถึงภาพรวมอุตสาหกรรมด้วย

ขณะที่นายประเสริฐ จรูญไพศาล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันเนล ซิสเต็มส์ บริษัท ฮิวเลตต์- แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การให้หน่วยราชการของไทยใช้สินค้าจากผู้ผลิตในประเทศเป็นนโยบายที่มีมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเอชพียังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะแต่ละโปรเจ็กต์มีความต้องการที่หลากหลายมาก แม้ว่าภาครัฐจะให้หน่วยงานราชการเคร่งครัดมากขึ้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าประเภทนั้นด้วยว่า ผู้ผลิตในไทยสามารถผลิตแล้วได้คุณภาพ ประสิทธิภาพ และตอบสนองลูกค้าได้หรือไม่

"เชื่อว่าสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์อาจจะยากในทางปฏิบัติกว่าสินค้ากลุ่มอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีของไทยก็ยังไม่ถึงขั้น รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ และตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ ต้องรอดูรายละเอียดและการตีความจากมติ ครม.อีกครั้ง"

นอกจากนี้สินค้าของเอชพีก็มีทั้งที่ผลิตในประเทศไทยและการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่การทำตลาดต้องมีการปรับตัวและมีแผนรองรับอยู่แล้วตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแแปลงได้ตลอดเวลา

หน้า 28

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02com01300452&day=2009-04-30&sectionid=0209

Windows Live™ Hotmail®:…more than just e-mail. Check it out.

เทอร์โมสแกนเนอร์ คอลัมน์ คอลัมน์ที่13

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6729 ข่าวสดรายวัน


เทอร์โมสแกนเนอร์


คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ระบาดในเม็กซิโก ยังสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนทั่วทุกประเทศ

เพราะดูทีท่าว่าการระบาดอาจจะมาถึงประเทศตนได้ใน เร็ววัน

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจากระดับ 4 ซึ่งหมายถึงมีการติดต่อจากคนสู่คนอย่างต่อเนื่อง

อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากสามารถยับยั้งโรคไว้ได้ก็จะไม่สร้างปัญหาให้กับนานาชาติ

ขึ้นมาเป็นระดับ 5 จะหมายถึงการระบาดข้ามทวีป และจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก

ดังนั้น ประเทศต่างๆจะต้องให้การสนับสนุนในการป้องกัน เชื้อไม่ให้มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น

การเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ จึงเป็นปราการด่านสำคัญที่สุดที่จะสามารถยับยั้งการระบาดของโรคครั้งนี้ได้

เครื่องเทอร์โมสแกนเป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาใช้ในการป้องกัน และคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากนานาประเทศ เพื่อจะได้สกัดและยับยั้งโรคได้อย่างทันการณ์

เครื่องมือดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายหลังจากเกิดการระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี พ.ศ.2546

เนื่องจากทำให้ช่วยคัดกรองผู้ต้องสงสัยที่มีอาการป่วยไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายลิลิต ศิริทรัพย์จนันท์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อธิบายถึงการทำงานของเครื่องเทอร์โมสแกน ว่าเครื่องดังกล่าว มีอุปกรณ์หลัก 2 ชิ้นคือ

1.กล้องถ่ายภาพรังสีความร้อน (อินฟราเรด) ซึ่งเป็นกล้องสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายแบบไม่สัมผัส โดยสามารถจับภาพได้ทีละหลายๆ คนพร้อมกัน

หากบุคคลใดมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไป จะตั้งค่าไว้ที่อุณหภูมิปกติร่างกาย 36 องศาเซลเซียส เครื่องจะส่งสัญญาณเตือนทันที

2.จอแสดงผล เพื่อประมวลผลความร้อนที่ตรวจจับได้จากคนที่เดินผ่านกล้อง

โดยหน้าจอจะบ่งบอกอุณหภูมิปกติของคนทั่วไป และอุณห ภูมิความร้อนของคนที่เดินผ่านกล้อง

หากมีความร้อนมากกว่าปกติจะแสดงสีแดงที่ตัวบุคคลนั้นๆ

เมื่อพบว่าผู้โดยสารมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เจ้าหน้าที่จะเชิญมาสอบถามและให้ทดสอบใหม่อีกครั้ง

หากยังมีอุณหภูมิสูง จะตรวจสอบซ้ำด้วยเครื่องเอียร์เทอร์ โมมิเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายจากช่องหู

ก่อนจะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งประวัติการป่วย การเดินทาง

เมื่อพบว่ามีอาการป่วยต้องทำตามกฎการควบคุมโรค โดยกักตัวไว้สังเกตอาการ หรือแยกตัวไว้เพื่อเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ แม้จะมีการตรวจอย่างละเอียด แต่หากร่างกายได้รับเชื้อที่ยังอยู่ในระยะฟักตัว ยังไม่แสดงอาการ และอุณหภูมิร่าง กายยังไม่เปลี่ยนแปลง

ก็จะไม่สามารถตรวจจับได้

กระทรวงสาธารณสุขจึงใช้มาตรการควบคู่กันไปคือ การแจกเอกสารเฝ้าระวังโรค ให้แก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เกิดการระบาดของโรคอยู่

เมื่อพบว่ามีอาการป่วยเกิดขึ้น จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์หรือทำตามเอกสารแนะนำ เพื่อเข้ากระบวนการเฝ้าระวังโรค

เป็นการล้อมคอกก่อนวัวหาย

หน้า 2

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dPREF5TURVMU1nPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09TMHdOUzB3TWc9PQ==

วันนักเขียน "ศักดิ์ศรีนักเขียน เทียนที่ไม่มีวันดับ"

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11375 มติชนรายวัน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ent03020552&sectionid=0105&day=2009-05-02

วันนักเขียน "ศักดิ์ศรีนักเขียน เทียนที่ไม่มีวันดับ"





เป็นกิจกรรมประจำปีอีกหนึ่งงานที่ญาติมิตรในแวดวงน้ำหมึก จะได้มาพบปะสังสรรค์กัน สำหรับงานวันนักเขียนในวันที่ 5 พฤษภาคม โดยในปีนี้จัดภายใต้แนวคิดที่ว่า "ศักดิ์ศรีนักเขียน เทียนที่ไม่มีวันดับ" ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ ภาคเช้าฉลองพิพิธภัณฑ์นักเขียน ณ ที่ทำการสมาคม ส่วนภาคบ่าย ย้ายไปที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เพื่อร่วมอภิปราย "100 ปีศักดิ์ศรีคนวรรณกรรม : เปลื้อง ณ นคร ร.จันทพิมพะ และ ส.บุญเสนอ โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี,วิทยากร เชียงกูล,ชมัยภร แสงกระจ่าง และดำเนินรายการโดย จเลิศเจษฎาวัลย์ ต่อด้วยอภิปรายเรื่อง คิดถึง "รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งฟากฟ้าวรรณกรรม โดย สุเทพ วงศ์กำแหง สุรชัย จันทิมาธร และบินหลา สันกาลาคีรี รวมทั้งพิธีมอบรางวัลศรีบูรพา แด่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และพิธีมอบรางวัล วรรณกรรม อิวากิด้วย ส่วนช่วงสังสรรค์ตอนค่ำนั้นฟังบทเพลงไพเราะในบรรยากาศกันเองกับ แอ๊ด-ยืนยง โอภากุล และ อ.ไข่ คฑาวุธ ทองไทย แห่งวงมาลีฮวนนา แกล้มเครื่องดื่มเย็นๆ แอร์เย็นๆ สัมพันธ์กันแบบเย็นๆ และรักกันแบบเย็นๆ



อย่าลืมไปพบกันนะ

หน้า 24


เอ็กซ์โปนครปฐมทำเก๋! ชวนเปิบ"เมนูไข่เจียวจระเข้"

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11375 มติชนรายวัน


เอ็กซ์โปนครปฐมทำเก๋! ชวนเปิบ"เมนูไข่เจียวจระเข้"





ใครที่ชอบเที่ยวงานแสดงสินค้า น่าจะถูกใจงาน "เอ็กซ์โป นครปฐม" ที่จังหวัดนครปฐม ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บริษัท รีเจนซี่ รวมทั้งภาครัฐภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นจากศักยภาพของผู้ประกอบการ

นายชนินทร์ บัวประเสริฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดเผยว่า นครปฐมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางน้ำและทางดิน เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารและสินค้ารายใหญ่ของประเทศ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้ร่วมมือกันจัดงานนี้ขึ้น



ด้านนางปภาวี สุธาวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้จะได้ชมนวัตกรรมด้านการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่นำสินค้านวัตกรรมของแต่ละโรงงานมาลดกระหน่ำตั้งแต่ 30-70% กว่า 200 แห่ง ซึ่งสินค้าบางชนิดผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น ไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป อาทิ ผักผลไม้สดปลอดสารพิษคัดพิเศษสำหรับส่งออก ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์สิ่งทอคุณภาพส่งออก เนื้อจระเข้สดปลอดสารพิษและเนื้อจระเข้ปรุงสำเร็จรูปหรือโกลเด้น คร็อก ไข่เจียวจระเข้ กางเกงในเพื่อสุขภาพป้องกันการเป็นไส้เลื่อนสำหรับสุภาพบุรุษ ตลอดจนสินค้าเกษตรที่มีชื่อเสียง อาทิ ส้มโอ มะพร้าว ฝรั่ง มะม่วง เป็นต้น



นอกจากการไม่ควรพลาด "โต๊ะจีน" ที่จังหวัดนี้เปรียบเหมือนเป็นแหล่งรวมความอร่อยอาหารโต๊ะจีนมากกว่า 1,000 ราย โดยภายในงานจะเปิดให้ผู้สนใจจองโต๊ะจีนได้ในราคาพิเศษ 999 บาท จากปกติที่มีราคากว่า 3,500 บาท มีเมนูเด็ดให้ลิ้มรสมากมาย สั่งจองได้ที่สำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม 034-210-288,08-9199-0611

สำหรับประชาชนที่สนใจเชิญเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีมาตรฐานส่งออก ระหว่างวันที่ 22-31 พฤษภาคม ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน จ.นครปฐม

หน้า 25

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lad02020552&sectionid=0115&day=2009-05-02

กรมการปกครองภูมิใจเสนอ ของดี "เลิงนกทา"

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11375 มติชนรายวัน


กรมการปกครองภูมิใจเสนอ ของดี "เลิงนกทา"


คอลัมน์ "ทางเลือกทางรอด"

โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง




นกเงือกแขวนสีสันสวยสด

คุณวีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว (แถวหน้าซ้ายมือ) ถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มอาชีพต่างๆที่บ้าน "ห้องแซง"

ปลายสัปดาห์ก่อนกรมการปกครองชวนให้ไปทำข่าวที่ จ.ยโสธร ในหัวข้อ "บทบาทนายอำเภอกับการทำงานบูรณาการที่ถิ่นภูไทและหมู่บ้านต้นแบบ ในการสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี" งานนี้ถือว่านายอำเภอเลิงนกทา คุณวีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว เป็นพระเอก เพราะจุดประสงค์ของการมาดูงานของสื่อมวลชนครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ผู้คนในสังคมได้รู้ว่ายุคนี้นายอำเภอเขาทำงานเชิงรุกกันไปถึงไหนแล้ว ที่สำคัญการทำงานด้านปกครองต้องควบคู่ไปกับการบริหารจัดการที่จะทำให้ชาวบ้านอยู่ดีมีสุข รวมถึงให้ประชาชนทั้งหลายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีโอกาสประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน อันจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์อย่างเป็นรูปธรรมแท้จริง ซึ่งนี่ก็คือรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

คุณวีระวัฒน์บอกว่า ในการทำงานนั้นใช้หลัก คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหา และร่วมติดตามประเมินผล โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมปรึกษาหารือกัน ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ซึ่งในแต่ละเดือนจะเวียนไปประชุมในระดับตำบลถึง 10 ครั้ง ผู้ร่วมประชุมมีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. สมาชิก อบต. นายกเทศมนตรี ข้าราชการส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารสถานศึกษา ทำให้เกิดความปรองดองสมาคัคคีและร่วมกันทำร่วมกันรับผิดชอบ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้วปรากฏว่าความขัดแย้งต่างๆ แทบจะไม่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การพัฒนาอาชีพและแก้ไขปัญหาต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่คุณวีระวัฒน์ให้ความสำคัญคือ เรื่องอาชีพ เพราะเห็นชัดเจนว่าอาชีพทำนาของเกษตรกรส่วนใหญ่ล้วนขาดทุน จึงระดมความคิดเห็นและได้ผลสรุปร่วมกันว่า จะต้องใช้วิธีลงแขกเหมือนสมัยโบราณทั้งลงแขกดำนา และลงแขกนวดข้าว อีกอย่างเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายคือ ทำปุ๋ยใช้เอง นอกจากนี้ต้องแก้ปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลน วิธีหนึ่งคือ ขุดสระไว้ในนาข้าว และเมื่อหลังเลิกทำนาก็ควรทำอาชีพรอง จึงได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ รองรับ เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

ผ้าฝ้ายทอมือบ้านห้องแซงตัดเป็นชุดสวยอย่าบอกใคร

กลุ่มอาชีพบ้านหวายมอบผลิตภัณฑ์ชุมชนให้กับ "คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์"

ยายกอง อำพนพงษ์ (คนที่สองจากขวา) ฝีมือทอเสื่อกกยอดเยี่ยม



ว่าไปแล้วการทำให้ชาวบ้านในพื้นที่นี้สามัคคีปรองดองกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ที่นี่เคยเป็นพื้นที่สีเแดงมาก่อน แต่ในเมื่อนายอำเภอวีระวัฒน์ใช้หลักดังกล่าวทำงาน จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากฝ่ายต่างๆ จนได้รับการยกย่อง

ช่วง 2 วันที่ไปดูงานนั้น วันแรกไปศูนย์พัฒนาอาชีพทอผ้าพื้นเมืองภูไทและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ต.ห้องแซง ซึ่งมีชาวบ้านกลุ่มอาชีพต่างๆ มาขายมาโชว์สินค้าให้ชม อย่างเช่น กลุ่มเย็บผ้าที่มี คุณเปรมสุรางค์ วรสันต์ เป็นประธาน(โทร.08-6807-4659) มีสมาชิก 7 คน โดยนำเศษผ้าที่สั่งซื้อมาจากโรงงานแถวสมุทรปราการมาช่วยกันเย็บเป็นผ้าห่ม ซื้อมากิโลกรัมละ 30 บาท ผืนหนึ่งใช้ผ้าประมาณ 7 ขีด พอตัดเย็บเสร็จ ขายปลีกผืนละ 100 บาท ถ้าขายส่งตกผืนละ 70-80 บาท มีลูกค้ามารับซื้อไปขายต่อที่พัทยา เดือนหนึ่งๆ ทางกลุ่มมีรายได้รวมกัน 5,000 บาท

ส่วนกลุ่มทอผ้าฝ้ายของ ป้าจันทร์ เจริญตา มีสมาชิกถึง 40 คน กลุ่มนี้ทอทั้งผ้าห่มไหมพรม ขายราคาผืนละ 200 บาท และผ้าห่มฝ้าย ผืนละ 170 บาท นอกจากนี้ยังทอผ้าขาวม้า และผ้าซิ่นมัดหมี่อีกด้วย โดยใช้เวลาว่างหลังจากทำนาเสร็จ สมาชิกมีรายได้ต่อเดือนคนละ 3-4,000 บาท

ที่บ้านห้องแซง ซึ่งมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่า "ข้าวหอมมะลิขาวสวย ห้วยลิงโจนน้ำใส ถิ่นฐานไกลเมืองพิล หินสามก้อนค่าลำ วัฒนธรรมภูไท" ยังมีจุดเด่นตรงที่ชาวบ้านได้ร่วมกันตั้งวิสาหกิจชุมชนปุ๋ยอินทรีย์บรรจุกระสอบห้องแซง มี ลุงลัง โชติช่วง เป็นประธานกลุ่ม ทำให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี ช่วยลดรายจ่าย ส่งผลให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่นขี้วัวขี้ควาย

สมาชิกกลุ่มลวดหนาม

สาวน้อยสาวใหญ่บ้านห้องแซงทอผ้ากันเป็นทั้งนั้น

นี่แหละผ้าฝีมือชาวห้องแซง



อีกวันพวกเรายกขบวนไปกันที่บ้านหวาย ต.สามัคคี ที่ได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ซึ่งที่นี่ท่านอธิบดีกรมการปกครอง คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์

เดินทางมามอบนโยบายต่างๆ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมกับเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีค่อนข้างหลากหลาย ทำเอาผู้สื่อข่าวหลายคนกระเป๋าแฟบไปตามๆ กัน เพราะเลือกซื้อกันสนุก เนื่องจากกลุ่มอาชีพต่างๆ นำสินค้ามาโชว์ด้วย

คุณวงศ์ศักดิ์เอ่ยปากชมนายอำเภอวีระวัฒน์ให้นักข่าวฟังว่า นายอำเภอเป็นคนมีผลงาน เข้า ถึงประชาชน สร้างงานสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ยังได้ชื่นชมผลงานการประดิษฐ์ นกกระทาที่มี ลุงสีตาล แสนอุบล (โทร.08-5774-2844) เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งเป็นของ ที่ระลึกที่หลายคนชอบใจ โดยเฉพาะนกเงือก สีสันสวยสด นักข่าวบางคนถึงกับซื้อมา 2 ตัว

ลุงสีตาลบอกว่า ใช้ไม้ต้นนุ่นทำเพราะหาได้ง่าย เกือบทุกบ้านจะมีต้นนุ่น ต้นงิ้ว ชาวบ้านให้ไปตัดหรือบางทีต้นแก่ก็ล้มเอง อายุแค่ 2-3 ปีก็ใช้ได้แล้ว ต้นนุ่นดีตรงที่น้ำหนักเบาและแกะสลักง่าย สามารถทำนกได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนกเงือก นกกระทา นกแก้ว เหยี่ยว แต่ใน อ.เลิงนกทา นกกระทาจะขายดี ปกติส่งตัวละ 140 บาท ขายปลีก 199 บาท หรือมากกว่านั้น บางที่ขาย 300 บาท ที่ผ่านมาไม่ได้ไปขายที่ไหนเพราะมีคนมาสั่งซื้อ ในช่วงวันหยุดหรือปิดเทอมจะมีเด็กนักเรียนมารับจ้างทาสี-ขัดด้วย และช่วงเปิดเทอมทางโรงเรียนนาจานเจริญวิทย์จะให้ไปเป็นวิทยากรสอนเด็กในเรื่องการประดิษฐ์นก

ในช่วงอาหารมื้อกลางวันพวกเราได้หม่ำปลาดุกเส้นแดดเดียว รสชาติอร่อยดี ยิ่งกินกับข้าวเหนียวด้วยแล้ว ต้องซื้อกลับไปทานที่กรุงเทพฯเลยแหละ คุณพิจิตร สามารถ (08-9847-8313) ประธานกลุ่ม ยิ้มเมื่อถูกชม เธอว่า ทำเมื่อปี "46 โดยใช้ปลาดุกที่ชาวบ้านเลี้ยงเองในบ่อ หลังจากทุบหัวแล้วก็นำมาแล่เนื้อ หั่นตามยาว หมักเข้ากับเครื่องที่มีส่วนผสมของซีอิ๊วขาว น้ำตาลปี๊บ ขมิ้นชัน และรสดี ค้างไว้ สัก 1 คืน จากนั้นนำไปอบแห้ง แล้วนำไปทอด ขายกิโลกรัมละ 300 บาท ถ้าเป็นก้างขายกิโลกรัมละ 200 บาท ทุกวันนี้ไม่ได้ไปส่งขายที่ไหนเพราะเดือนหนึ่งผลิตได้ 40 กิโลกรัม แค่ขายคนในหมู่บ้านใน อ.เลิงนกทา ก็ไม่พอแล้ว

อีกกลุ่มหนึ่งที่หลายคนชอบอกชอบใจคือ กลุ่มทอเสื่อกก ที่มี ยายกอง อำพนพงษ์ เป็นประธาน (โทร.08-4982-9279) แม้ว่ายายจะอายุ 70 ปีแล้ว แต่ยังทอเสื่อกกเอง และเป็นคนที่สอน สมาชิก คนในหมู่บ้านนี้รู้กันดีว่า ยายกองเป็นคนมีพรสวรรค์ มีความสามารถในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการทอผ้าและการทอเสื่อกก เป็นคนคิดลายขึ้นเอง ด้วยการนำลายต่างๆ จากหมอนขิดมาประยุกต์ในการทอเสื่อกก ซึ่งหมู่บ้านนี้ใช้กกที่ ปลูกกันในหมู่บ้านมาทอ จุดเด่นคือใช้กกเส้นเล็กทำให้มีความละเอียด มีลวดลาย และสีสันสวยสด ขายผืนละ 300 บาท เป็นแบบเสื่อพับได้ สะดวกต่อการเก็บรักษา

อาชีพที่ทำเงินให้กับชาวบ้านที่นี่อีกอย่างคือ การทำลวดหนาม กลุ่มนี้มี นายสุนี พรทิพย์ (โทร.08-7441-9903) เป็นประธาน เพิ่งเริ่มทำเมื่อปีที่แล้ว ขายอยู่ในพื้นที่และใน จ.ยโสธร โดยไปซื้อลวดเป็นมัดๆ มาจากร้านค้าขดละ 50 กิโลกรัม ราคา 2,000 บาท ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรมาก แค่คีมหมุนและมอเตอร์ ถ้ามีคนมา สั่งถึงจะทำให้ บางเดือนมีคนมาสั่ง 30-40 ม้วน ม้วนหนึ่งยาว 40 เมตร ราคา 250 บาท แต่ถ้าไปซื้อลวดหนามในร้านค้าขายม้วนละ 280-290 บาท

นอกจากจะมีกลุ่มอาชีพต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ทั้งสองหมู่บ้านยังมีโฮมสเตย์ให้พักด้วย ในราคาไม่แพง ราคาต่อหัวหลักร้อยบาทขึ้นไป ถ้าไปสองหมู่บ้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง เพราะจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของชาว "ภูไท" ที่สำคัญยังจะได้ช็อปปิ้งสินค้าแฮนด์เมดกลับไปด้วย

หน้า 23

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01cho01020552&sectionid=0144&day=2009-05-02

SVETLANA REMIZOVA "ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบช็อปปิ้ง"

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11375 มติชนรายวัน


SVETLANA REMIZOVA "ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบช็อปปิ้ง"


คอลัมน์ รู้เขารู้เรา

โดย ศีล มติธรรม




(จากซ้าย) MR.ALEXANDER PODSHIVALOV, MRS.SVETLANA REMIZOVA, MS.EKATERINA GLYBINA

ในวันที่ "คุณทักษิณ ปิลวาสน์" นายกสมาคมไทยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เลี้ยงต้อนรับผู้บริหารของบริษัท วิคทอเรีย ทราเวล ที่ประกอบไปด้วย MRS.SVETLANA REMIZOVA เจ้าของบริษัท MR.ALEXANDER PODSHIVALOV ลูกชาย และ MS.EKATERINA GLYBINA ผู้ช่วยผู้จัดการ ในโอกาสมาเยี่ยมเยียนเมืองไทย เมื่อไม่นานมานี้ จึงได้สนทนากับ MRS.SVETLANA เกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวของรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยนิยมไปท่องเที่ยวกัน

ชาวจีนเที่ยวรัสเซียอันดับหนึ่ง

บริษัท วิคทอเรีย ทราเวล เปิดมาประมาณ 30 ปีแล้ว ตอนแรกเน้นเฉพาะภายในประเทศยังไม่ได้รับทัวร์ต่างประเทศ สำหรับทัวร์คนไทยทำประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ทำตลาดยุโรป พวกอังกฤษ อิตาลี คนยุโรปจะไปกันเป็นครอบครัว ครอบครัวละ 3-4 คน แต่คนไทยไปกันเป็นกลุ่ม ประมาณ 20-30 คน ทำให้จองสถานที่ต่างๆ ได้ดีขึ้น

ความแตกต่างระหว่างตลาดยุโรปกับตลาดคนไทยคือ ยุโรปจะติดหรูหรา นอนโรงแรมก็ต้องขนาด 4-5 ดาว แต่คนไทยมักเลือกโรงแรมที่สะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องเป็น 4 ดาว 5 ดาว คนยุโรปจะไม่เน้นด้านการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มาในรูปของการทำธุรกิจมากกว่า

ปีที่ผ่านมากลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมไปเที่ยวรัสเซียมากขึ้นคือญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็มีคนจีน หรือพูดง่ายๆ ว่าคนเอเชียนิยมไปรัสเซียมากกว่าชาวยุโรป อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ตลาดโลกมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ตั้งแต่ฤดูหนาวที่ผ่านมาเริ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม คนยุโรปไปรัสเซียน้อยลง



จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในรัสเซียมากที่สุดคือคนจีน เข้าไปทั้งค้าขายและทำธุรกิจ เพราะคนจีนก็อพยพไปอยู่รัสเซียเยอะ เนื่องจากมีชายแดนบางส่วนติดกันด้วย ลำดับต่อมาก็พวกยุโรป อังกฤษ อิตาลี อันดับ 3 คือประเทศไทย และเนื่องจากไม่ต้องมีวีซ่า จึงทำให้นักท่องเที่ยวจากไทยเป็นอันดับ 3 กลุ่มคนที่เข้าไปใช้จ่ายในรัสเซียมากทำผลประโยชน์ให้รัสเซียมากปัจจุบันก็คือประเทศจีน ทั้งจากการท่องเที่ยว การไปทำงาน และการไปค้าขาย มีการหมุนเวียนเงินหยวนในรัสเซียมากขึ้น

จัดจุดช็อปปิ้งให้คนไทยมากขึ้น

โดยทั่วไปเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างคนไทยและคนยุโรปก็คล้ายกัน แต่คนไทยที่เด่นออกมาคือการช็อปปิ้ง ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบช็อปปิ้ง จุดที่บริษัทจัดลงก็เพิ่มจุดช็อปปิ้ง แต่ยุโรปจะเน้นไปจับจ่ายใช้สอยในห้างดังๆ เช่น ห้างยูโร หรือห้างที่ขายสินค้าแบรนด์เนม ราคาประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป แต่คนไทยชอบประเภทตลาดนัด ตลาดแบกับดินหรือหาบเร่ ซึ่งจะจัดเพิ่มให้คนไทยมากกว่าทัวร์ปกติ

2 เมืองหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบไปกันก็คือ มอสโก กับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของรัสเซีย นอกจาก 2 เมืองนี้ก็มีเมืองอีกเมืองหนึ่งคือเมืองซากอร์ส เป็นเมืองกำเนิดที่ตั้งของศาสนานิกายรัสเซียออโธดอกซ์ โดยทั่วไปไม่ค่อยมีใครบรรจุในโปรแกรมแต่ของเรามีให้ เมืองซากอร์สเปรียบเสมือนเมืองโบราณ เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 เป็นที่แสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ นอกจากนี้ก็มีเมืองทะเลสาบไบคาน เมืองรอบนอกเขตเมืองเก่า จะมีโบสถ์เก่า ที่ยังไม่ศิวิไลซ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนามากกว่า ขณะที่มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะเป็นเมืองทันสมัยทั้งทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม

คนรัสเซียไม่สนปัญหาการเมืองไทย

สำหรับการท่องเที่ยวของคนรัสเซียที่มาท่องเที่ยวเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นช่วงพักร้อน คือไม่ใช่มาแค่ 3-4 วัน แต่มาเป็นสัปดาห์สองสัปดาห์หรือเป็นเดือน เป็นเรื่องของการหนีหนาวมาสัมผัสอากาศเย็นสบายของเมืองไทย ส่วนเรื่องแหล่งท่องเที่ยว คนรัสเซียที่ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ว่าจะเป็นตุรกีหรือประเทศที่มีชื่อเสียง จะเสียค่าใช้จ่ายสูงเป็น 2 เท่าของประเทศไทย พูดง่ายๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการมาประเทศไทยเหมาะแล้วก็ถูก ทำให้คนรัสเซียมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น นอกจากนี้ อุปนิสัยของคนไทยที่เป็นคนมีมิตร ไปได้ทุกภาค ไม่จำเป็นจะต้องไปเที่ยวเฉพาะพัทยา อาจจะไปภาคเหนือ เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือเกาะสมุยก็ได้

อุปนิสัยของคนไทยเป็น land of smile สยามเมืองยิ้ม แล้วตอนนี้ก็พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าคนไทยเป็น land of smile จริงๆ เป็นดินแดนที่มีแต่รอยยิ้ม คนไทยมีน้ำใจไมตรี กรณีผลกระทบที่มีต่อการเมืองและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวรัสเซียไม่ได้มองเรื่องของเหตุบ้านการเมือง แต่มองเรื่องของคนในชาติมากกว่า คนไทยเป็นมิตร ทุกอย่างถ้ารัฐบาลสามารถควบคุมได้ก็ยังยินดีที่จะมาเที่ยวเมืองไทย เพราะนักท่องเที่ยวรัสเซียมองว่าเรื่องมาเมืองไทยขึ้นอยู่กับความมั่นใจระหว่างตัวบุคคลมากกว่าเรื่องของรัฐบาล
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01cho02020552&sectionid=0144&day=2009-05-02

ตะลุมพุก คอลัมน์ ต้นไม้ยา โดย ธงชัย เปาอินทร์00 www.thongthailand.com

วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11375 มติชนรายวัน


ตะลุมพุก


คอลัมน์ ต้นไม้ยา

โดย ธงชัย เปาอินทร์00 www.thongthailand.com




เห็นชื่อที่นักพฤกษศาสตร์ตั้งว่า ต้นตะลุมพุก ก็พอจะคาดเดาได้รางๆว่า ไม้ต้นนี้ต้องมีพลังอะไรสักอย่าง แต่ก็เดาไม่ออกหรอก ต้องค้นคว้า ได้เรื่องเลยครับ แก่นไม้ต้นนี้เป็นสมุนไพรที่นำมาต้มรวมกับแก่นมะคังแดง ออกผลสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ร้องอ๋อเลย

ตะลุมพุก มีชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันอีกหลายชื่อ ในหลายท้องถิ่น การจดจำจึงต้องจำชื่อหลักและชื่อวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ มิเช่นนั้น ชื่อที่อาจพ้องกันก็อาจผิดชนิดไปเลย เช่นไม้ต้นนี้ที่ขอนแก่นกลายเป็นต้นยอป่าเป็นต้น ตะลุมพุกในภาคกลางและใต้ตะวันตกเรียกว่ามะคังขาว ภาคเหนือเรียกมอกน้ำข้าวหรือมะข้าว ต่ำลงมาที่อุตรดิตถ์เรียกมะคัง อีสานเรียก ลุบปุ๊ก แต่ที่ลพบุรีเรียก ลุมพุก มึนไหมครับ ข้างทางสายภูเรือ-ภูหลวงก็ใช่เลย มีลูกดก ต้นเป็นหนามๆ ไง?

ข้อมูลจำเพาะ

ตะลุมพุก มีชื่อวิทยาศาสตร์ taminadia uliginosa (Retz) Triveng & Sastre อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณใกล้น้ำ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 100-800 ม. ในต่างประเทศก็เช่นที่ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา ฯลฯ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 ม. ตามต้นมีหนามแหลม ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ๆ รูปไข่กลับ ดอก ออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวมีกลิ่นหอม 6 กลีบ ออกดอกช่วง กค-สค

ประโยชน์ ปลูกประดับดอกขาวใหญ่ หอม ส่วนเนื้อไม้ ใช้กลึง แกะสลัก หรือด้ามเครื่องมือต่างๆ ด้านสมุนไพร พบว่า รากและผล ใช้รักษาโรคบิด แก่นไม้ ต้มรวมกับแก่นมะคังแดง เป็นยาบำรุงกำลัง

หน้า 23
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01cho03020552&sectionid=0144&day=2009-05-02

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ต้องรู้เท่าทันในการรับรู้ข่าวสารจากทุกแหล่งข่าว/ FACT - Freedom Against Censorship Thailand กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย http://facthai.wordpress.com/